เทขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก ลามเอเชีย หลังในสหรัฐร่วงทุบสถิติตั้งแต่โควิด รับเดโมแครตชนะเลือกตั้ง
ข้อมูลเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 6 พ.ย. 2026 เวลา 08.04 และอัพเดตเมื่อเวลา 10.40 น.
ภาวะตลาดหุ้นทรุดหนักเมื่อ 5 พ.ย. เวลาท้องถิ่นของสหรัฐ เริ่มขึ้นไม่นานหลังจากตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเปิดทำการ และแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน ส่งผลให้หุ้นทุกกลุ่มร่วงลงถ้วนหน้า ตั้งแต่หุ้นบริษัทผลิตชิปที่เคยพุ่งทะยานอย่าง Nvidia Corp. ไปจนถึงหุ้นกลุ่มปลอดภัยที่นักลงทุนมักใช้เป็นหลุมหลบภัยอย่าง Walmart Inc. หลังจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐทำให้เดโมแครตชนะครั้งใหญ่
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือบริษัทที่เป็นหัวใจสำคัญของกระแสความนิยมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งยังก่อให้เกิดความกังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่ม “ภาวะฟองสบู่” ที่รอวันแตกในที่สุด
ทั้งนี้ ความกังวลต่าง ๆ ปกคลุมตลาดวอลล์สตรีทมาเป็นระยะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งจู่ ๆ ทุกคนแห่หาทางออกจากตลาดพร้อม ๆ กัน
ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐในการเลือกตั้งกลางเทอมจุดชนวนให้หุ้นกลุ่มนี้ดิ่งหนัก คือความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตอาจคว้าชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งรัฐสภา ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เข้ามา “เบรก” การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงชะลอเม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่กำลังถูกทุ่มลงไปในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีดังกล่าว
เมื่อสิ้นสุดการซื้อขาย ดัชนี Nasdaq 100 ปรับตัวลดลงกว่า 6% ซึ่งถือเป็นการร่วงลงครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตหนักจากการระบาดของโควิด-19 ในเดือนมีนาคม ปี 2020
Nvidia Corp. ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ร่วงลงกว่า 9% นับเป็นการปรับตัวลดลงครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ส่งผลให้กำไรทั้งหมดที่ทำได้ในปีนี้หายไปจนหมดสิ้น
หุ้นทั้ง 30 ตัวในดัชนี Dow Jones Industrial Average ต่างปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 4.4%
ส่วนดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่นักลงทุนจับตาใกล้ชิดก็ดิ่งลงถึง 12% ซึ่งถือเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดใหญ่ ในขณะที่มีกระแสคาดการณ์ว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างเทขายหุ้นออกมา กองทุน ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มราคาเป็นขาขึ้นเผชิญกับวันที่แย่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบกว่าทศวรรษ ส่งผลให้นักลงทุนต่างแห่กันเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
เกร็ก เทย์เลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ PenderFund Capital Management กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ทำให้นึกย้อนไปถึงปี 2008 หรือ 2001 ซึ่งคือช่วงเวลาที่ฟองสบู่ดอทคอม (Internet bubble) และฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก
“มุ่งเน้นไปที่ธีมเดียวและการคลี่คลายของธีมนั้นอย่างชัดเจน ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับ AI มากเกินไป จนมันกลายเป็นส่วนที่ใหญ่เกินไปของตลาด” เขากล่าว
ทรัมป์โพสต์โซเชียล โทษเดโมแครต
ทรัมป์โพสต์ข้อความกล่าวโทษพรรคเดโมแครต หลังตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนักจากผลการเลือกตั้ง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผู้นำสหรัฐโพสต์ทรูท โซเชียลว่า ตลาดหุ้นเผชิญวันที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยเชื่อมโยงกับผลการเลือกตั้ง พร้อมแสดงความเสียใจที่เห็นตลาดปรับตัวลดลงอย่างหนัก
ทรัมป์กล่าวว่า รัฐบาลใช้ความพยายามอย่างมากในการผลักดันตลาดหุ้นให้ขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะต้องเผชิญกับการร่วงลงครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้เงินออมเพื่อใช้ในยามเกษียณในบัญชี 401(k) ของประชาชนลดลงด้วย
เขายังกล่าวโทษพรรคเดโมแครต โดยใช้คำเชิงดูหมิ่นว่า “Dumocrats” แทนคำว่า Democrats และยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากพรรครีพับลิกัน
ทั้งนี้ “Dumocrats” หรือบางครั้งสะกดว่า “Dumbocrats” เป็นคำสแลงหรือฉายาเชิงดูหมิ่น ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้เรียกสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ซึ่งเกิดจากการผสมคำระหว่างคำว่า “Dumb” (โง่) กับ “Democrat” (สมาชิกพรรคเดโมแครต)
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เรียกร้องให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก โดยให้คำมั่นว่าสหรัฐ จะกลับมาแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่กว่าเดิม ก่อนปิดท้ายด้วยสโลแกนหาเสียง “Make America Great Again” หรือ “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

สรุปสถานการณ์การเทขายในตลาดหุ้นทั่วโลก หลังลามมาเอเชีย

สถานการณ์การเทขายในตลาดหุ้นทั่วโลก เริ่มต้นขึ้นในสหรัฐ ก่อนจะลุกลามมายังเอเชียตรงกับช่วงเช้าของวันที่ 6 พ.ย. โดยเมื่อ 5 พ.ย. เวลาท้องถิ่น ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงหนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 โดยกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ท่ามกลางความกังวลว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ อาจส่งผลให้การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงเม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ทุ่มลงไปในด้าน AI ต้องชะลอตัวลง
ความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อมูลค่าหุ้นในกลุ่ม AI ซึ่งสูงเกินไปอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ตลาดมีความเสี่ยงที่จะเกิดการทรุดตัว ซึ่งผลกระทบดังกล่าวได้ลุกลามมาถึงเอเชีย โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะตลาดหมี (Technical Bear Market) ส่วนเกาหลีใต้มีการระงับการซื้อขายในดัชนี KOSPI ชั่วคราว หลังจากดัชนีร่วงลงต่ำกว่าระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 5,000 จุด แม้ว่าในขณะนี้ราคาจะฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดแล้วก็ตาม
ในไต้หวัน หุ้นของ TSMC ซึ่งเป็นบริษัทหลักในอุตสาหกรรมชิป ปรับตัวลดลงเกือบ 10% ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวลดลงตามไปด้วย
ขณะที่ตลาดหุ้นในจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ต่างก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน แต่ได้รับผลกระทบไม่รุนแรงเท่า โดยบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังคงประคองตัวไว้ได้ เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่ราคาทองคำได้ปรับตัวลดลงหลังจากที่เคยบวกขึ้นในช่วงแรก ส่วนค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียต่างก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ของสหรัฐกำลังปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐ อาจฟื้นตัวได้ในวันนี้ แต่ความผันผวนยังคงอยู่ในระดับสูง