สำรวจ 4 โปรเจ็กต์ร้างกลางกรุง เปิดปมเหตุสร้างไม่เสร็จ
ปัจจุบันมีตึกอาคารร้าง ที่สร้างค้างมานานอยู่หลายแห่ง สะท้อนปมปัญหาและสภาพเศรษฐกิจ
“สาทรยูนีค”สัญลักษณ์วิกฤตต้มยำกุ้ง
ตึก “สาทร ยูนีค ทาวน์เวอร์” ตึกร้างสูงระฟ้ากลางเมือง ที่สร้างค้างมากว่า 3 ทศวรรษ กลายเป็นสัญลักษณ์ซากเศรษฐกิจในยุคต้มยำกุ้งปี 2540
“สาทร ยูนีค ทาวเวอร์” เป็นตึกสถาปัตยกรรมแบบโรมันสูง 185 เมตร ตั้งโดดเด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พัฒนาโดยบริษัท รังสรรค์แอนด์แอสโซซิเอท จำกัด เมื่อปี 2533 ได้รับการออกแบบและพัฒนาจาก“รังสรรค์ ต่อสุวรรณ” สถาปนิกและนักพัฒนาอสังหาฯ
โดยวางแผนให้ตึกสาธร ยูนีค เป็นคอนโดหรู 49 ชั้น 600 ยูนิต หลังจากก่อสร้างได้ 80% แต่เพราะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ตลาดอสังหาริมทรัพย์เกิดการล้มละลาย บริษัทไฟแนนซ์ประสบปัญหาหนี้สิน
ทำให้โครงการหยุดชะงักไปจนถึงปัจจุบัน

วิกฤตโควิด สะเทือนตึกใหม่ กสทช.-มหาดไทย
ยุควิกฤตโควิด-19 ที่ระบาดหนัก สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่แพ้ต้มยำกุ้ง และผลจากวิกฤตครั้งนี้ สะเทือนผู้รับเหมาก่อสร้างที่ต้องปิดไซต์ก่อสร้าง กระทบต้นทุน ทำให้หลายโครงการเสร็จช้า ผสมโรงจากเหตุปัจจัยอื่นทั้งเศรษฐกิจ สภาพคล่อง และสายป่านขาด และเริ่มเห็นบางโครงการสร้างไม่เสร็จ
โครงการอาคารสำนักงาน กสทช. จังหวัดนนทบุรี วงเงินกว่า 2,643 ล้านบาท เป็นหนึ่งในตัวอย่างโครงการ มีบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ก่อสร้าง โดยเป็นการก่อสร้างและตกแต่งภายใน สัญญาเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 6 มกราคม 2565 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน ถึงปัจจุบันโครงการยังสร้างไม่เสร็จ

เมื่อปี 2568 สำนักงาน กสทช. ชี้แจงถึงสาเหตุเกิดจาก 1.ระหว่างการก่อสร้าง ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้าไม่เป็นไปตามแผน
2.มีปรับเปลี่ยนการใช้งานพื้นที่อาคารให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับใหม่ หลังลดจำนวนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จาก 11 คน เหลือ 7 คน รวมถึงปรับสายงานภายในสำนักงาน กสทช. ระหว่างการก่อสร้าง จึงส่งผลต่อแบบรายละเอียดการก่อสร้าง
จึงสั่งหยุดโครงการและตกลงยกเลิกสัญญา ปัจจุบันโครงการมีความก้าวหน้า 75.95% ส่งมอบงานแล้ว 104 งวด จาก 200 งวด เป็นเงิน 1,598 กว่าล้านบาท คิดเป็น 60.49% พร้อมยืนยันจะดำเนินการก่อสร้างและตกแต่งภายในอาคารต่อไปจนแล้วเสร็จ
อีกโครงการกำลังเป็นที่จับตาผลจากความล่าช้าของโครงการก่อสร้าง “กระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่“ ย่านเจริญนคร วงเงิน 5,574 ล้านบาท จะกลายเป็นโปรเจ็กต์สร้างค้างซ้ำรอยอาคารสำนักงาน กสทช. จังหวัดนนทบุรี มูลค่า 2,643 ล้านบาท ที่ถูกทิ้งร้างหรือไม่
หลังบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้รับเหมาก่อสร้างรายเดียวกัน มีปัญหาสภาพคล่อง อาจจะนำไปสู่การยกเลิกสัญญากลางคันได้ หากสุดท้ายธนาคารกรุงไทยไม่เพิ่มวงเงินกู้ให้ 900 ล้านบาท เพื่อต่อสายป่านสานต่อโครงการให้จบ
“หากบริษัทไม่มีเงินมาทำต่อให้เสร็จ อาจจะซ้ำรอยเหมือนตึกใหญ่ ๆ ที่สร้างไม่เสร็จ เช่น ตึก กสทช. ถนนรัตนาธิเบศร์ ซึ่งเพาเวอร์ไลน์ฯ ก็เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างเช่นกัน” แหล่งข่าวจากวงการรับเหมากล่าว
ด้าน “เสวก ศรีสุชาต” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า บริษัทมีปัญหาสภาพคล่องจริง กระทบต่อโครงการก่อสร้างล่าช้า ปัจจุบันสร้างไม่ถึง 50% ล่าสุดได้ยื่นขอสงวนสิทธิ์ขอขยายอายุสัญญาก่อสร้างออกไปอีก
“ปัญหาความล่าช้าเกิดจากมีการแก้แบบหลายครั้ง แต่งบฯ ก่อสร้างไม่ได้เพิ่ม ทำให้บริษัทประสบปัญหาการเงิน เป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากโควิด และมีหลายโครงการที่เราเก็บเงินไม่ได้ เงินเลยชอต ทำให้ทุกโครงการล่าช้า เราก็พยายามแก้ปัญหา“ เสวกระบุ
วิกฤต “ทุนจีน” สู่โปรเจ็กต์ร้าง
ตึกร้างมหึมา ตั้งตระหง่านบน “ถนนเพชรบุรีตัดใหม่” ฝั่งตรงข้ามซอยเพชรบุรี 35 ไม่ได้เป็นผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจเสียทีเดียว แต่เกิดจากผู้ลงทุนโครงการ ซึ่งเป็นกลุ่มทุนจีนถูกดำเนินคดีเมื่อปี 2565
สำหรับโครงการเปิดตัวเมื่อ 13 ปีก่อน ชื่อโครงการ “สไมล์ สแควร์ กรุงเทพ” เป็นมิกซ์ยูสสูง 33 ชั้น บนที่ดินกว่า 9 ไร่ มูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโรงแรม 4 ดาว แหล่งช็อปปิ้ง คอนโดระดับไฮเอนด์ สำนักงานให้เช่า มีพื้นที่รวม 148,600 ตร.ม.
โดยมีบริษัท เอเชีย ไทยหยวน คอนสตรั๊คชั่น แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นเจ้าของโครงการ วางศิลาฤกษ์วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ก่อสร้างได้แล้ว 50% ก่อนมาสะดุดกลางคันเมื่อปี 2565 และถูกทิ้งร้างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
เช่นเดียวกับโครงการ “คฤหาสน์หรู” ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนเนื้อที่ 30 ไร่ ติดถนนสนามบินน้ำ และแม่น้ำเจ้าพระยา ของกลุ่มทุนจีน ที่ได้กลายเป็นโครงการร้างมานานแรมปี
หลังถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ได้ดำเนินการยึดทรัพย์เมื่อเดือนตุลาคม 2567
เดิมโครงการนี้จะพัฒนาเป็นคฤหาสน์หรู 5 ชั้น ประมาณ 60 หลัง ราคาเริ่มต้น 200-700 ล้านบาทต่อหลัง พร้อมท่าเรือ มูลค่าโครงการร่วม 1 หมื่นล้านบาท จับกลุ่มลูกค้าเป็นนักธุรกิจจีนที่ต้องการมีบ้านหลังที่สองในประเทศไทย เริ่มการก่อสร้างเดือนกุมภาพันธ์ 2567
