สภาพัฒน์ เร่งปรับการคำนวณเศรษฐกิจเป็น Chain-linking ให้วางแผนแม่นยำขึ้น
เลขาฯสภาพัฒน์ แจงปม GDP ยันนายกฯ ไม่ได้สั่งทำ GDP ใหม่ให้โตขึ้น แต่ให้ดูข้อมูลให้สะท้อนตัวเลขจริง ชี้สาเหตุ GDP ไทยโตไม่สะท้อนความเป็นจริง ตรวจพบโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ 8 แสนล้านตกสำรวจ เร่งปรับคำนวณเป็น Chain-linking เพื่อวางแผนเศรษฐกิจถูกต้องแม่นยำขึ้น คาดเห็นผลลัพธ์สรุปไตรมาส 3 นี้
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรีให้ สศช. กลับไปทำ GDP ใหม่ ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าตัวเลข GDP ต่ำแล้ว นายกฯ ให้กลับไปทำใหม่ แต่มาจากการที่ สศช.ได้เข้าพบและรายงานภาวะเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรีในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายตัวจะปรับตัวดีขึ้น แต่ตัวเลขเศรษฐกิจรวมยังไม่เติบโตเท่าที่ควรจะเป็น
“นายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งการให้เร่งหรือแก้ตัวเลข GDP ให้เติบโตแต่อย่างใด เพียงแต่มุ่งหวังให้ข้อมูลสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องที่สุด เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป”
โดยข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทย ที่ไม่ขยับขึ้นตามที่ควรจะเป็นนั้นในระดับนโยบายและหน่วยงานเศรษฐกิจก็ได้มีข้อสงสัยในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งสถาบันวิเคราะห์ต่างประเทศต่างเห็นตรงกันว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยอาจยังไม่สะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนั้น ยังสอดคล้องกับข้อสังเกตของสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง World Bank และ IMF ที่ระบุว่า ไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศในภูมิภาค ร่วมกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย ที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI (AI Cycle) ทว่าในขณะที่ประเทศอื่นมีเศรษฐกิจเติบโตทั้งหมด และยอดการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยก็ขยายตัวจริง แต่ตัวเลข GDP ของไทยกลับยังไม่ขยับตาม
นายดนุชากล่าวต่อไปว่า ช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา สศช. ร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จากการตรวจสอบพบว่ามีกลุ่มโรงงานผลิตเพื่อส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ประมาณ 4-5 กลุ่ม คิดเป็นมูลค่าการผลิตสูงถึงราว 800,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้ถูกนำเข้านับรวมในระบบดัชนีคำนวณ
“ปัญหาดังกล่าวมิได้เกิดจากความผิดของภาคเอกชน แต่เกิดจากข้อจำกัดของระบบคำนวณเดิมที่ยึด ปีฐานคงที่ ณ ปี 2564 ซึ่งในขณะนั้นโรงงานและผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินงาน จึงทำให้ระบบขาดความยืดหยุ่นในการรองรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจริง”
เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวและทำให้ข้อมูลมีความแม่นยำขึ้น ทางหน่วยงานจึงได้ทำการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณมาใช้ระบบดัชนีลูกโซ่ (Chain-linking Index) โดยเปรียบเทียบข้อมูลกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สถาบันสากลและหลายประเทศใช้อยู่ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน อีกทั้งยังเป็นหลักการเดียวกับที่ไทยใช้อยู่แล้วในการคำนวณ GDP โดยการคำนวณแบบใหม่นี้จะปรับการกำหนดน้ำหนัก (Weight) ในภาคการผลิตไปตามข้อมูลการผลิตจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
เลขาธิการ สศช. กล่าวด้วยว่า คาดว่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการปรับปรุงดัชนีข้อมูลภาคอุตสาหกรรมนี้ในตัวเลข ไตรมาสที่ 3 แม้มูลค่าการผลิต 800,000 ล้านบาทที่เพิ่มเข้ามาจะส่งผลบวกต่อ GDP ไม่น้อย
อย่างไรก็ตามยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ภาพรวม GDP ทั้งหมดจะปรับขึ้นหรือลงยังต้องขึ้นอยู่กับภาคเกษตรและภาคบริการประกอบด้วย