เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
THAI แจ้งตลาดฯ สั่ง “ชาย เอี่ยมศิริ” หยุดหน้าที่ซีอีโอ เซ่นปมวิกฤตน้ำท่วม ตั้ง “สัมฤทธิ์” แทน
Business THAI แจ้งตลาดฯ สั่ง “ชาย เอี่ยมศิริ” หยุดหน้าที่ซีอีโอ เซ่นปมวิกฤตน้ำท่วม ตั้ง “สัมฤทธิ์” แทน
ไวไว : แบรนด์ไทย 54 ปี ไม่หยุดปรับตัว เพื่ออยู่ในใจคนรุ่นใหม่
Business ไวไว : แบรนด์ไทย 54 ปี ไม่หยุดปรับตัว เพื่ออยู่ในใจคนรุ่นใหม่
RTC เชียงใหม่ คัมแบ็ก ส่งรถเมล์ EV วิ่งสาย 24 รับยี่เป็ง
เศรษฐกิจภูมิภาค RTC เชียงใหม่ คัมแบ็ก ส่งรถเมล์ EV วิ่งสาย 24 รับยี่เป็ง
แสนสิริ-ไทยพาณิชย์ หนุนประเพณี “ถือศิลกินผัก” ภูเก็ต สู่ปีที่ 14
เศรษฐกิจภูมิภาค แสนสิริ-ไทยพาณิชย์ หนุนประเพณี “ถือศิลกินผัก” ภูเก็ต สู่ปีที่ 14
ราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) คงที่ รูปพรรณขายออก 67,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) คงที่ รูปพรรณขายออก 67,200 บาท
เอกนิติ คาดน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจไม่ถึง 0.1% ยันพร้อมจัดประชุม IMF-WB
Finance เอกนิติ คาดน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจไม่ถึง 0.1% ยันพร้อมจัดประชุม IMF-WB
‘อมตะซิตี้ ชลบุรี’ น้ำท่วมยังสูงเร่งสูบ 4.25 หมื่น ลบ.ม./ชม. รัฐจ่อทำแก้มลิงช่วย
Economic ‘อมตะซิตี้ ชลบุรี’ น้ำท่วมยังสูงเร่งสูบ 4.25 หมื่น ลบ.ม./ชม. รัฐจ่อทำแก้มลิงช่วย
ชัชชาติ เร่งกู้ ‘สะพานสูง-ลาดกระบัง’ รับมือฝน 5-8 ต.ค. เปิดระบบเยียวยาออนไลน์วันนี้
News ชัชชาติ เร่งกู้ ‘สะพานสูง-ลาดกระบัง’ รับมือฝน 5-8 ต.ค. เปิดระบบเยียวยาออนไลน์วันนี้
‘พาที สารสิน’ โพสต์บอร์ดบินไทยปลด ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ เป็นเรื่องการเมือง
Business ‘พาที สารสิน’ โพสต์บอร์ดบินไทยปลด ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ เป็นเรื่องการเมือง
เปิดไทม์ไลน์ “บึงคู้บอน” หายจากผังเมือง จาก “แก้มลิง” สู่บ้านจัดสรร
Economic เปิดไทม์ไลน์ “บึงคู้บอน” หายจากผังเมือง จาก “แก้มลิง” สู่บ้านจัดสรร
ดูทั้งหมด

จับตาแก้กฎหมาย Thai PBS เปลี่ยนจาก “ภาษีบาป” 2 พันล้าน สู่งบรัฐ ?

01 ต.ค. 2569 | 14:42น.

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ชื่อของสื่อสาธารณะไทย อย่าง ‘ไทยพีบีเอส (Thai PBS)’ หรือ ‘องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย’ เป็นที่ถูกพูดถึงในเชิงการบริหารอยู่บ่อยครั้ง ทั้งเรื่องการใช้งบประมาณซึ่งมาจากภาษีบาป ราว 2,000 ล้านบาทต่อปี การขาดดุลงบประมาณ ไปจนถึงการกลายเป็นองค์กรที่อยู่ในกระแสข่าวการควบรวมกิจการสื่อในกำกับของรัฐอย่าง บมจ.อสมท

และ Thai PBS ตกเป็นที่สนใจของประชาชนอีกครั้ง เมื่อ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย นำทัพเสนอ ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีการกำหนดแหล่งเงินงบประมาณใหม่ จากเดิมที่ใช้ภาษีบาป ราวปีละ 2,000 บาท มาเป็นการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี

ทำไมต้องเปลี่ยนแหล่งเงิน ?

ร่างกฎหมายดังกล่าว ระบุหลักการและเหตุผลในการเสนอแก้ไขกฎหมายไว้ 3 ประเด็นหลัก คือ

การรักษาวินัยการเงินการคลัง : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน

ข้อจำกัดตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง : มาตรา 26 (หรือมาตรา 6 ในบันทึกวิเคราะห์) แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 กำหนดว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพื่อให้หน่วยงานรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์เฉพาะของตน จะกระทำมิได้

การยกเลิกบทเฉพาะกาลเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกัน : แม้มาตรา 82 ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ จะผ่อนผันให้กฎหมายเดิมบังคับใช้ต่อได้ แต่นับเป็นเพียงบทเฉพาะกาล จึงสมควรยกเลิกการนำเงินรายได้จากภาษีสุราและยาสูบส่งเป็นเงินบำรุงองค์การโดยตรง เพื่อให้การจัดเก็บและรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

แก้ไขแหล่งเงินอย่างไรบ้าง ?

ร่างกฎหมายดังกล่าว เสนอยกเลิกและปรับเปลี่ยนบทบัญญัติเกี่ยวกับแหล่งเงินงบประมาณที่ใช้ในการบริหารกิจการ ตาม พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551

โดยเสนอแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 11 (1) (ที่มาของรายได้) จากเดิม รายได้หลักมาจากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบตามมาตรา 12 แก้ไขเป็นการใช้เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

พร้อมทั้งยกเลิก มาตรา 12, 13, 14, 15 และ 16 ซึ่งเกี่ยวกับกลไกการจัดเก็บเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ ดังนี้

ยกเลิกมาตรา 12 : ยกเลิกอำนาจการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การในอัตราร้อยละ 1.5 จากภาษีสุราและยาสูบ (เพดานเดิมไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี)
ยกเลิกมาตรา 13 : ยกเลิกหน้าที่ของกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรในการเรียกเก็บและนำส่งเงินบำรุง รวมถึงการหักค่าใช้จ่ายจัดเก็บ
ยกเลิกมาตรา 14 และ 15 : ยกเลิกหน้าที่ของผู้เสียภาษีสุรา/ยาสูบในการส่งเงินบำรุง ตลอดจนหลักเกณฑ์การงดเว้น ยกเว้น ลดหย่อน หรือคืนเงินบำรุง
ยกเลิกมาตรา 16 : ยกเลิกบทลงโทษและเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน กรณีส่งเงินบำรุงล่าช้าหรือส่งไม่ครบ

กฎหมายปัจจุบัน ระบุเรื่องแหล่งเงินอย่างไร ?

หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจยังสงสัยอยู่ว่า กฎหมายปัจจุบันระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งเงินในการบริหารงานขององค์กรอย่างไรบ้าง ?

ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.Thai PBS พ.ศ. 2551 ระบุว่า ให้องค์การมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ และจัดสรรให้เป็นรายได้ขององค์การ โดยให้มีรายได้สูงสุดปีงบประมาณละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการปรับเพิ่มรายได้สูงสุดตามมาตรานี้ทุก 3 ปี เพื่อให้องค์การมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ โดยให้พิจารณาถึงอัตราเงินเฟ้อของปีที่ผ่านมาประกอบกับขอบเขตการดำเนินงานขององค์การที่เปลี่ยนแปลงไปและผลการประเมินการดำเนินงานขององค์การตามมาตรา 50

ทั้งนี้ รายได้ขององค์การตามวรรคหนึ่งส่วนที่เกินจากรายได้สูงสุดที่กำหนดไว้ ให้องค์การนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

ขณะที่มาตรา 13 ของ พ.ร.บ.Thai PBS พ.ศ. 2551 ระบุต่อไปว่า เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บและส่งเงินบำรุงองค์การ

(1) ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้เรียกเก็บเงินบำรุงองค์การเพื่อนำส่งเป็นรายได้ขององค์การ โดยส่วนที่ไม่เกินจากรายได้สูงสุดที่กำหนดในมาตรา 12 ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด

(2) เงินบำรุงองค์การ ให้ถือเป็นภาษี แต่ไม่ให้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าของภาษีในการนำส่งเงินบำรุงองค์การ ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรหักค่าใช้จ่ายไว้ในอัตราตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด แต่ไม่เกินร้อยละ 1.5 ของเงินบำรุงองค์การที่เก็บได้

ทั้งนี้ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดเก็บ การนำส่งเงิน การงดเว้น การยกเว้น การลดหย่อน และการขอคืนเงินบำรุงองค์การขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย สำหรับสุราและยาสูบ พ.ศ. 2557 กำหนดให้ กรมบัญชีกลาง นำส่งเงินบำรุงองค์การเพื่อเป็นรายได้องค์การ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558

และปัจจุบัน Thai PBS ยังมีรายได้จากส่วนอื่น ๆ ทั้งการจำหน่ายทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การ เช่น สำเนาเทปรายการ การเผยแพร่สคริปต์ข่าว ค่าเช่าอุปกรณ์ ค่าเช่าพื้นที่ จนถึงการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล

เปิดฟังความเห็น 3 ประเด็นหลัก

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดรับฟังความเห็นร่างกฎหมายดังกล่าว ผ่านระบบรับฟังความเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ โดยร่างกฎหมายนี้จัดทำประเด็นคำถาม 4 ข้อ สำหรับรับฟังความคิดเห็น ได้แก่

1. เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขที่มาของทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ (มาตรา 11 (1))
2. เห็นด้วยหรือไม่กับการยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากภาษีสุราและยาสูบ (ยกเลิกมาตรา 12 ถึง 16)
3. พ.ร.บ. ฉบับเดิม พ.ศ. 2551 มีปัญหาในการบังคับใช้หรือไม่ อย่างไร และร่างแก้ไขนี้สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด
4. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ

พร้อมทั้งกำหนดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไว้ 3 กลุ่ม

  1. ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง : กระทรวงการคลัง, องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส), กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร
  2. ผู้เกี่ยวข้องโดยอ้อม : กรมประชาสัมพันธ์, คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช./กสทช.), สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาสถาบันนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย
  3. ผู้เกี่ยวข้องทั่วไป : ประชาชน

ทั้งนี้ การเปิดรับฟังความเห็นร่างกฎหมายดังกล่าว มีกำหนดรับฟังตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569

สำรวจงบฯ ‘Thai PBS’ 5 ปีล่าสุด

หากสำรวจภาพรวมงบประมาณของ Thai PBS ใน 5 ปีล่าสุดนี้ นอกจากการได้รับจัดสรรเงินจากภาษีบาป ปีละกว่า 1,900-2,000 ล้านบาทแล้ว ปัจจุบันยังมีรายได้จากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) รวมเป็นเงินปีละ 300-400 ล้านบาท

และเมื่อสำรวจรายรับ-รายจ่าย ตลอด 5 ปีล่าสุด ตั้งแต่ปี 2564-2568 พบว่าปีที่ผ่าน ๆ มา Thai PBS อยู่ในภาวะขาดดุลงบประมาณ ราว 150-275 ล้านบาทต่อปี จนกระทั่งปี 2568 ที่ผ่านมา งบประมาณของ Thai PBS สามารถพลิกกลับมาเป็นเกินดุลที่ 69 ล้านบาท

ทั้งนี้ Thai PBS ประสบกับภาวะขาดดุลงบประมาณ มาตั้งแต่ปี 2563 โดยในช่วงนั้นขาดดุลอยู่ที่ 117.46 ล้านบาท ก่อนที่สัญญาณของภาวะขาดดุลจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จนปี 2566 ที่ขาดดุลสูงถึงกว่า 275 ล้านบาท

ขณะที่แผนบริหารกิจการ ปี 2569 ระบุถึงประมาณการรายได้ และแผนรายจ่ายไว้ โดยประมาณการรายได้รวม 2,650 ล้านบาท แบ่งเป็น

เงินบำรุงองค์การ (ตาม พ.ร.บ. มาตรา 12) : 2,000 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 75.47 ของรายได้รวม)

รายได้ค่าบริการโครงข่ายและสิ่งอำนวยความสะดวกฯ (มาตรา 11 (4)) : 540 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 20.38)

ดอกผลจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์การ (มาตรา 11 (7)) : 60 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 2.26)

รายได้อื่น ๆ : 50 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 1.89)

สำหรับรายได้อื่น ๆ จำนวน 50 ล้านบาท มีการคาดการณ์รายได้จาก 3 ส่วนหลัก คือ รายได้ค่าธรรมเนียม/ค่าบริการเพิ่มเติม 23.80 ล้านบาท รายได้จากผู้สนับสนุนองค์การ (Co-Creation) 22.0 ล้านบาท และรายได้จากการบริหารทรัพย์สินทางปัญญา (IP) 4.2 ล้านบาท

ขณะที่แผนการใช้จ่าย ประมาณการรวม 2,650 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้

หมวดยุทธศาสตร์ 1,156.28 ล้านบาท (ร้อยละ 43.63 ของงบรายจ่ายรวม) ประกอบด้วย 4 แผนงานหลัก และงบกลาง/สำรอง

  1. แผนงานสาระเนื้อหา (Content): 927.93 ล้านบาท (ร้อยละ 80.25 ของหมวดยุทธศาสตร์) แบ่งเป็น
    • ผลิตสารคดีและสารประโยชน์ 306.14 ล้านบาท
    • ผลิตเนื้อหาสาระบันเทิง 269.96 ล้านบาท
    • ผลิตข่าวและรายการข่าว 188.62 ล้านบาท
    • ผลิตและจัดหารายการเพื่อเด็กและการเรียนรู้ 97.14 ล้านบาท
    • ผลิตเนื้อหาและกิจกรรมภาคพลเมือง 53.91 ล้านบาท
    • กลยุทธ์สนับสนุนเนื้อหา 12.16 ล้านบาท
  2. แผนงานแพลตฟอร์มและบริการ (Platforms & Services) 107.43 ล้านบาท (ร้อยละ 9.29)
  3. แผนงานวิจัยและการจัดการข้อมูล (R&D and DATA) 38.30 ล้านบาท (ร้อยละ 3.31)
  4. แผนงานการมีส่วนร่วมสาธารณะ (Public Engagement) 30.62 ล้านบาท (ร้อยละ 2.65)
  5. งบกลาง/งบฉุกเฉิน/งบสำรอง 52 ล้านบาท (งบกลาง 12 ล้านบาท, งบฉุกเฉิน 5 ล้านบาท, งบสำรอง 35 ล้านบาท)

หมวดโครงสร้างพื้นฐานสื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริหารทั่วไป 732.82 ล้านบาท (ร้อยละ 27.65)

  • งานบริการโครงข่ายและสิ่งอำนวยความสะดวก 300 ล้านบาท
  • งานเทคโนโลยีสารสนเทศ 147.25 ล้านบาท
  • งานบริหารทั่วไป 144.95 ล้านบาท
  • งานเทคโนโลยีแพร่ภาพออกอากาศ 140.62 ล้านบาท

หมวดบุคลากร: 760.90 ล้านบาท (ร้อยละ 28.71)

  • งบเงินเดือน สวัสดิการ และค่าตอบแทนพนักงาน 722.40 ล้านบาท
  • งบปรับปรุงโครงสร้างองค์กร (โครงการสมัครใจเกษียณก่อนกำหนด) 20 ล้านบาท
  • งบพัฒนาบุคลากรและระบบ HRIS 18.50 ล้านบาท

'ภาษีบาป' ไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่เป็นกลไกสกัดการครอบงำ

รุ่งมณี เมฆโสภณ สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตกรรมการนโยบาย Thai PBS โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงประเด็นดังกล่าว โดยอธิบายที่มาที่ไปของการกำหนด 'ภาษีบาป' เป็นแหล่งรายได้ขององค์กรตามกฎหมาย Thai PBS ว่า ไม่ใช่เพื่อให้มีรายได้ที่มั่นคง แต่เป็นกลไกสร้างความเป็นอิสระจากอำนาจรัฐและอำนาจทุน เพื่อให้สื่อสาธารณะทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน

การพิจารณาเรื่องรายได้ของ Thai PBS จึงไม่ควรมองเพียงมิติทางการเงินการคลัง แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะด้วย

รุ่งมณี ระบุต่อไปว่า ประเด็นสำคัญคือ วินัยการเงินการคลังไม่ควรถูกตีความว่า ทุกองค์กรของรัฐต้องมีรูปแบบทางการเงินเหมือนกันทั้งหมด เพราะสถาบันหรือองค์กรแต่ละประเภทถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่แตกต่างกัน ศาล องค์กรอิสระ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรสาธารณะบางประเภท ล้วนมีรูปแบบการคุ้มครองความเป็นอิสระที่แตกต่างกันตามภารกิจ

สื่อสาธารณะก็เช่นเดียวกัน ความเป็นอิสระไม่ใช่สิทธิพิเศษขององค์กร แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบ ให้ข้อมูล และสร้างพื้นที่สาธารณะได้

"หากเห็นว่าไทยพีบีเอสมีปัญหา แนวทางที่เหมาะสมควรเป็นการปฏิรูป ไม่ใช่การลดทอนหลักประกันที่ทำให้สื่อสาธารณะสามารถดำรงอยู่ได้" รุ่งมณี ระบุ

พร้อมกับตั้งคำถามสำคัญเพื่อชวนคิดว่า "คำถามที่ประเทศไทยควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า Thai PBS ควรได้เงินจากแหล่งใด แต่คือ ประเทศไทยยังต้องการสื่อสาธารณะหรือไม่ และต้องการให้สื่อสาธารณะทำหน้าที่อะไรในอนาคต"

อย่างไรก็ดี องค์กรสาธารณะในปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงแค่ Thai PBS เท่านั้น ที่ได้รับเงินจาก 'ภาษีบาป' แต่ยังมีองค์กรอื่น ๆ ที่ได้รับเงินจาก 'ภาษีบาป' ด้วย

เงินจากภาษีบาป ที่กลายมาเป็นเงินบำรุงองค์การ หรือเงินสนับสนุนองค์กรสาธารณะต่าง ๆ มาจากสิ่งที่เรียกว่า Earmarked Tax หรือ “ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง” คือ รายได้ของรัฐบาลที่จัดเก็บจากภาษีอากรค่าธรรมเนียมพิเศษ เงินรายได้ประเภทอื่น เพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งรัฐบาลนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นไม่ได้ มี 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น และ (2) ภาษีตามกฎหมายอื่น

กลุ่มที่ 1 ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น : ภาษีที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกิน 10% ของภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต

กลุ่มที่ 2 ภาษีตามกฎหมายอื่น : ภาษีที่เก็บเพิ่มจากสินค้า / บริการบางประเภท เพื่อนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนในด้านต่าง ๆ

สำหรับกลุ่มที่ 2 ปัจจุบันจะเก็บจากสินค้ากลุ่มสุราและยาสูบ ในอัตรา 1.5-2% และนำไปสนับสนุนองค์กรที่กฎหมายกำหนด ทั้ง Thai PBS (อัตรา 1.5%) สสส. (อัตรา 2%) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (อัตรา 2%) และกองทุนผู้สูงอายุ (อัตรา 2%)

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก บริษัท ธรรมนิติ จำกัด (มหาชน)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

งบประมาณ ไทยพีบีเอส