ศาลปกครองยกคำร้อง ‘หมอสรณ’ ขอไต่สวนเร่งด่วน ปมถูกฟันพ้นประธาน กสทช.
ศาลปกครองยกคำร้อง “หมอสรณ” ขอไต่สวนเร่งด่วน ปมถูกฟันพ้นประธาน กสทช. ชี้ไม่มีเหตุจำเป็น “หมอสุภัทร” จี้นายกฯ ทูลเกล้าฯ ปลดได้ทันที หากศาลไม่คุ้มครองชั่วคราว “วัส” ย้ำ มติกรรมการสรรหา กสทช.เป็นที่สุด ชี้หลักฐานชัดขาดคุณสมบัติแต่ต้น
ที่ศาลปกครองกลาง ตามที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ที่วินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำฟ้องยังระบุว่า มติดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะประธาน กสทช. ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว รวมถึงกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และสิทธิในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการวินิจฉัยคุณสมบัติของประธาน กสทช. อีกทั้งการดำเนินการขาดความเป็นกลาง ไม่โปร่งใส ไม่รับฟังคำคัดค้านและข้อเท็จจริงของผู้ฟ้อง พร้อมยืนยันว่ามติดังกล่าวไม่มีผลให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากคณะกรรมการสรรหามีหน้าที่เพียงเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามกฎหมายเท่านั้น
ส่าสุด สำนวนคำฟ้องดังกล่าวที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยเร่งด่วน และขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาคดีและไต่สวนโดยเร่งด่วนแล้วนั้น
ศาลเห็นว่าคำขอเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในกรณีนี้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสั่งโดยเร่งด่วน จึงมีคำสั่งยกคำร้อง
ส่วนความคืบหน้าในคดี ยังไม่ออกคดีหมายเลขแดง ยังอยู่ในกระบวนการแต่งตั้งองค์คณะตุลาการศาลปกครองเจ้าสำนวนของอธิบดีศาลปกครองกลางเพื่อพิจารณาคดีตามกระบวนการพิจารณาคดีศาลปกครองว่าจะรับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง และศาลจะพิจารณา หรือมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว ก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดีต่อไปต่อไป
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง กล่าวว่า โดยหลักของกฎหมาย หากศาลปกครอง รับคำร้อง และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว การที่นายกรัฐมนตรีจะทูลเกล้าฯ ก็ต้องชะลอไว้ก่อน แต่หากในทางตรงข้าม ศาลปกครองไม่สั่งคุ้มครองชั่วคราว นายกรัฐมนตรีก็สามารถยื่นทูลเกล้าฯ ปลด นพ.สรณ ได้ทันที
เพราะผลสรุปของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน ได้พิจารณาแล้ว เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเห็นด้วยกับคณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่ามีอำนาจในการพิจารณาคุณสมบัติ นพ.สรณ และเห็นว่าคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ เป็นที่สุด ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่1 เคยตีความไว้ ดังนั้น คงต้องรอดู ว่านายกรัฐมนตรีจะยื่นทูลเกล้าฯ เลยหรือไม่ หรือต้องรอดูคำสั่งศาลปกครอง ซึ่งคาดว่าไม่น่าเกินสัปดาห์นี้จะรู้ผล
“คุณหมอสรณเองควรหยุดปฏิปัตหน้าที่ได้แล้ว เพราะคุณหมอสรณไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่ต้น ในการทำหน้าที่ประธาน กสทช. และวันที่ 5-6 ส.ค.นี้ จะมีการประชุม กสทช. ก็คงจะวุ่นวาย ประชุมไม่ได้อีกเหมือนครั้งที่แล้ว วาระต่าง ๆ ก็คงค้าง ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะโรดแมปทีวีดิจิทัลที่สังคมจับตาดู ”นพ.สรณ กล่าว
ด้าน นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนักวิชาการอิสระ มองว่าการที่ นพ.สรณ ไปยื่นศาลปกครองเพื่อขอให้คุ้มครองชั่วคราว กรณีมติกรรมการสรรหา กสทช. มองว่าเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่ว่าศาลจะรับคำร้องและสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ หากศาลไม่สั่งคุ้มครองชั่วคราวก็ถือเป็นอันชัดเจน ในข้อเท็จจริงทุกอย่างแล้ว ตามที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ ถือเป็นผู้สละสิทธิ์ เพราะข้อเท็จจริงมันชัดเจนว่า นพ.สรณ รับเงินเดือนซ้อน เป็นลูกจ้างในฐานะแพทย์ และเพิ่งมาลาออกในวันที่ 12 เม.ย. 65 ก่อนวันโปรดเกล้าฯ เพียงวันเดียว คือวันที่ 13 เม.ย. 65
ดังนั้น เท่ากับว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติแต่แรก และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ถือเป็นที่สุด นพ.สรณ ควรต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้องค์กร กสทช. เดินหน้าต่อไปได้