ปกรณ์ แจงยุบ “ธนาคารที่ดิน” คนละเรื่อง “โฉนดชุมชน” ย้ำมติเลิก บจธ. 30 ก.ย.
รองนายกฯ แจงยุบ “ธนาคารที่ดิน” คนละเรื่องกับโฉนดชุมชน ยกเหตุลดซ้ำซ้อน-เพิ่มประสิทธิภาพมีกฎหมายรองรับ ยันมติยุบ บจธ. ภายใน 30 ก.ย.นี้ ไม่ขยายตามข้อเรียกวอนอย่าใช้กำลังกดดัน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาทบทวนการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) บจธ. รวมถึงกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เรียกร้องให้ทบทวนในเรื่องดังกล่าวและคัดค้านเช่นกัน
นายปกรณ์ ระบุว่า ระหว่างเรื่องโฉนดชุมชน กับธนาคารที่ดิน เป็นคนละเรื่องกัน โดยเรื่องโฉนดชุมชนมีจุดประสงค์ จัดทำขึ้นเพื่อให้เป็นสิ่งที่กฎหมายรองรับ จากเดิมที่ดำเนินการไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐบาลจึงต้องการยกระดับให้มีประสิทธิภาพตามกฏหมาย ซึ่งจะดีกว่าตามระเบียบสำนักนายกฯ
โดยเรื่องโฉนดชุมชน จะอยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่จะต้องดำเนินการ แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจยังช้า จึงทำให้เกิดเป็นประเด็นปัญหาขึ้น และอาจมีเจ้าหน้าที่ ที่ยังไม่เข้าใจในกระบวนการ ไปทำการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ไม่ถูก เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มี มติให้เปลี่ยนสถานะ จึงต้องรอการดำเนินการก่อน ไม่ใช่ไปไล่ชาวบ้าน
นายปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนข้อเรียกร้องให้ทบทวนเรื่องการยุบองค์การมหาชน ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากองค์การมหาชนเป็นองคาพยพของรัฐ การบริหารงานของหน่วยงานเป็นเรื่องภายในของรัฐ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโฉนดชุมชน และต้องย้อนกลับไปดูว่าการดำเนินงานของหน่วยงานมีความซ้ำซ้อนหรือไม่
เพราะเจตนาแรกเริ่ม คือเมื่อมีการตั้ง คทช. จะต้องยุบองค์การมหาชน ที่ถือเป็นภารกิจชั่วคราว แต่ปรากฏว่า คณะกรรมการ คทช.ชุดแรก ไปทำตามระเบียบของสำนักนายกฯ และยังคงองค์การมหาชนอยู่ต่อทำให้ภารกิจซ้ำซ้อนกับ คทช. ตรงนี้เป็นที่มาของเหตุผลในการยุบ ไม่ได้มีอคติอะไร สำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่จะให้สำนักงานพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไปประสานงานกับ คทช. ว่าจะดูแลพนักงานอย่างไร จะมีสถานะเป็นลูกจ้างหรือเป็นพนักงาน
“ขอย้ำว่าทั้งสองเรื่องเป็นคนละเรื่องอย่าเอามาปนกัน และอย่าใช้กำลังมากดดันกัน ไม่ดีใช้เหตุผลดีกว่า“
เมื่อถามว่า แสดงว่าจะต้องเป็นไปตามมติคือยุบ บจธ. ภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ไม่มีการขยายตามข้อเรียกร้อง ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ยอมรับว่า “ครับ รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะขยายเวลาต่อ เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องยุบอะไรเลย แล้วมาบอกว่าเงินไม่พอ ทำงานอะไรไม่ได้ หากบริหารงานไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร“
เมื่อถามย้ำว่า ยังมีองค์การมหาชนอีกหลายหน่วยงานหรือไม่ที่อยู่ในข่ายที่พิจารณาถูกยุบ นายปกรณ์ กล่าวว่า ต้องให้ ก.พ.ร.ไปทบทวน เพราะมีหลายหน่วย ก่อนหน้านี้มีข้อมูลออกมาว่า ตนจะไล่ยุบ 4-5 หน่วย ทั้งที่ไม่ได้บอกเลยว่าจะยุบ แต่ตรงนั้นคือรายงานผลการประเมินประสิทธิภาพเท่าใด จึงบอกไปว่าหากประเมินมาได้เท่านี้ต้องเร่ง
เพราะสิ่งที่ต้องการคือประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ใช่จำนวน บางหน่วยขอคนมามาก เพื่อมาทำงานในลักษณะส่งเสริมทั้งที่ให้หน่วยงานภายนอกมาทำได้ จึงเกิดคำถามว่าทำไมต้องขอคนมาเยอะขนาดนี้ เอกชนจะตกงานกันเยอะทำไมไม่ไปจ้างตรงนั้น แทนการมาตั้งหน่วยงานเพิ่มอัตราเพิ่มตำแหน่ง
จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพราะสถานการณ์ประเทศขณะนี้การเงินการคลังไม่เหมือนเดิม ราชการจึงต้องเปลี่ยนให้เร็วพอไปดูต่างประเทศแล้วกลับมาว่าตนว่ารัฐบาลทำไมทำช้า เช่น เวียดนาม ยุบหน่วยงานทีละเยอะๆแต่พอรัฐบาลจะเริ่มทำก็มากันแล้ว