‘มิน อ่อง หล่าย’ เยือนไทย ยุทธศาสตร์ดึงเมียนมาคืนจอเรดาร์อาเซียน ผ่านมุมมอง ดร.ดุลยภาค
ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา วิเคราะห์นัยสำคัญการเดินทางเยือนไทยของผู้นำเมียนมา ชี้ความสัมพันธ์เปลี่ยนผ่านจาก “ไทยรบเมียนมา” สู่ “ไทยช่วยเมียนมา” เผยไทยกำลังใช้ยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป เชื่อมเนปิดอว์กลับสู่เวทีอาเซียน พร้อมระบุอาเซียนต้องเร่งปรับจิตวิทยาการทูต ดึงเมียนมาไว้อยู่ในกรอบ ป้องกันไม่ให้หลุดไปพึ่งพามหาอำนาจอื่นอย่าง จีน รัสเซีย และอินเดีย
จาก “คู่รบ” สู่ “มิตร” ผู้ยื่นมือช่วยเหลือ
รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยถึงทิศทางความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ในโอกาสการเดินทางเยือนประเทศไทยของ พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำทหารเมียนมาซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา
กำหนดการคือ ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ โดย รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า บริบทความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้ปรับเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง
“ความสำคัญของไทย-เมียนมาในปัจจุบันเปลี่ยนจาก ‘ไทยรบเมียนมา’ เป็น ‘ไทยช่วยเมียนมา’ อดีตเราอาจหวาดระแวงภัยคุกคามและตั้งรับตามแนวชายแดนตะวันตก แต่เมื่อเมียนมาเผชิญสงครามการเมืองหลังการรัฐประหารปี 2564 ไทยกลับแสวงหาบทบาทในการช่วยเหลือและเห็นอกเห็นใจเมียนมามากขึ้น”
รศ.ดร.ดุลยภาค เปรียบเทียบว่า สภาวการณ์นี้ตรงกันข้ามกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่อดีตไทยเคยเข้าไปช่วยเหลือในยุคเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นความขัดแย้ง ดังนั้น เมื่อไทยตัดสินใจที่จะช่วยเหลือเมียนมา จึงจำเป็นต้องคิดค้นยุทธศาสตร์ในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมาอย่างเป็นระบบ
ความสัมพันธ์ทวิภาคี ชูเศรษฐกิจ-การลงทุน
สำหรับการเดินทางเยือนไทยครั้งนี้ รศ.ดร.ดุลยภาคคาดการณ์ว่า ประเด็นหลักจะเน้นหนักไปที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายมีกำหนดการร่วมกล่าวสุนทรพจน์ด้านการค้าและการลงทุนด้วยกันในวันที่ 6-7 สิงหาคม ที่จะถึงนี้
นอกจากประเด็นเศรษฐกิจแล้ว คาดว่าเป็นไปได้ที่จะมีการหารือในประเด็นความมั่นคงข้ามชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก การปราบปรามยาเสพติด และการกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก และต้องอาศัยการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงต้องใช้เวลาในการแสวงหาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง
“ปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป” สะพานเชื่อมเนปิดอว์สู่อาเซียน
ในมิติระดับภูมิภาค รศ.ดร.ดุลยภาควิเคราะห์ว่า ไทยกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “การปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาแบบค่อยเป็นค่อยไป” ซึ่งเป็นแนวทางที่วางไว้ตั้งแต่สมัย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว โดยไทยพร้อมทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างเมียนมากับอาเซียน แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขของการวัดผลการตอบสนองจากฝั่งเนปิดอว์
“เราต้องเอาฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนเป็นตัวตั้ง เจรจาว่าเขาทำข้อไหนได้สะดวกที่สุด แล้วไล่ไปทีละขั้น เพราะทหารเมียนมายังกังวลเรื่องการแทรกแซงกิจการภายใน แต่ถ้า มิน อ่อง หล่าย ตอบสนองได้บางข้อ เช่น การเปิดเจรจาสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธุ์และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือการผ่อนปรนทางการเมือง มันจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ไทยดึงเมียนมากลับเข้าสู่กิจกรรมทางการทูตของอาเซียนที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้”
รศ.ดร.ดุลยภาค ชี้ให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการทางการทูตของไทยล่าสุดคือ การที่รัฐบาลเมียนมายอมเปิดทางให้ตัวแทนองค์การกาชาดเข้าเยี่ยม นางออง ซาน ซูจี ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่แสดงให้เห็นว่าเมียนมารับฟังและเริ่มปรับตัวตามความต้องการของอาเซียน
ความท้าทายของอาเซียน การดุลอำนาจ และทางออกเชิงสร้างสรรค์
เมื่อมองภาพรวมทิศทางของอาเซียน รศ.ดร.ดุลยภาค วิเคราะห์ว่า ปัญหาของเมียนมาทำให้เกิดภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” และเกิดเสียงแตกในกลุ่มประเทศสมาชิกมาโดยตลอด ฝ่ายหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ทหารเมียนมาอย่างหนัก ขณะที่อีกฝ่ายยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่เมียนมายึดถือมาตั้งแต่เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนในปี พ.ศ. 2540
ความท้าทายที่น่ากังวลที่สุดของอาเซียนในขณะนี้ คือ การดึงเมียนมาให้อยู่ใน “จอเรดาร์” ที่อาเซียนยังพอจะกำกับดูแลได้ เนื่องจากปัจจุบันเมียนมาไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่อาเซียน แต่พร้อมที่จะดึงมหาอำนาจอื่นอย่าง จีน รัสเซีย และอินเดีย เข้ามาถ่วงดุล หากอาเซียนใช้มาตรการกดดันหรือคว่ำบาตรที่รุนแรงเกินไป อาจส่งผลให้เมียนมาหลุดออกจากกรอบอาเซียนไปอย่างสิ้นเชิง
“ภารกิจสำคัญของอาเซียนในเวลานี้ คือการปรับฐานความคิด (Mindset) ในการพูดคุยกับรัฐบาล มิน อ่อง หล่าย แม้การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของเขาจะไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มคนรักประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อเขาจัดให้มีการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว อาเซียนต้องคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เขาออกนอกลู่นอกทางไปมากกว่านี้ โดยต้องดำเนินไปบนฐานของการค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบร้อนรับรองสนับสนุน แต่ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและการตอบสนองของเมียนมาเป็นสำคัญด้วย”
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวทิ้งท้าย