เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ทส. มั่นใจ “เชียงใหม่ ล้านนา” พร้อมรับตรวจ ICOMOS มุ่งสู่มรดกโลกแห่งที่ 10
เศรษฐกิจภูมิภาค ทส. มั่นใจ “เชียงใหม่ ล้านนา” พร้อมรับตรวจ ICOMOS มุ่งสู่มรดกโลกแห่งที่ 10
ยศชนัน ชี้ หน้าที่ ก.พ.ร.ประเมินยุบ ป.ย.ป. เผย ที่ผ่านมา ปรับบทบาทเชื่อมทุนวัฒนธรรม-สานต่อกฎหมายคั่งค้าง
Politics ยศชนัน ชี้ หน้าที่ ก.พ.ร.ประเมินยุบ ป.ย.ป. เผย ที่ผ่านมา ปรับบทบาทเชื่อมทุนวัฒนธรรม-สานต่อกฎหมายคั่งค้าง
ราคาทองวันนี้ (4 ส.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณ 65,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ส.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณ 65,050 บาท
ยศชนัน ยันรัฐบาลเป็นปึกแผ่น ปัดข่าวจับขั้ว ‘เขียว-แดง’ ชี้ทำงาน ‘อนุทิน’ ดี
Politics ยศชนัน ยันรัฐบาลเป็นปึกแผ่น ปัดข่าวจับขั้ว ‘เขียว-แดง’ ชี้ทำงาน ‘อนุทิน’ ดี
ดับฝันคุมธุรกิจส่งด่วน? ดองเค็ม พ.ร.บ.ไปรษณีย์ อายุ 100 ปี ข้าม 2 รัฐบาล
Politics ดับฝันคุมธุรกิจส่งด่วน? ดองเค็ม พ.ร.บ.ไปรษณีย์ อายุ 100 ปี ข้าม 2 รัฐบาล
สิริพงศ์ เร่งประสาน สกมช. สอบปมทะเบียนรถ-ข้อมูลส่วนตัวหลุดจากกรมการขนส่งทางบก
Politics สิริพงศ์ เร่งประสาน สกมช. สอบปมทะเบียนรถ-ข้อมูลส่วนตัวหลุดจากกรมการขนส่งทางบก
นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจขยายตลาดภูมิภาค
Politics นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจขยายตลาดภูมิภาค
FETCO ชี้นักลงทุนทุกกลุ่มมองตลาดหุ้นไทย ‘ร้อนแรง’-หุ้นแบงก์โดดเด่น
Finance FETCO ชี้นักลงทุนทุกกลุ่มมองตลาดหุ้นไทย ‘ร้อนแรง’-หุ้นแบงก์โดดเด่น
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังทรัมป์ส่งสัญญาณชะลอการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่อีกครั้ง
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังทรัมป์ส่งสัญญาณชะลอการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่อีกครั้ง
TRUE ชี้แจงปม ‘China Mobile’ จ่อขายหุ้นบริษัท ยันตรวจสอบแล้วแค่ปรับพอร์ต พร้อมยืนยันถือระยะยาว
Finance TRUE ชี้แจงปม ‘China Mobile’ จ่อขายหุ้นบริษัท ยันตรวจสอบแล้วแค่ปรับพอร์ต พร้อมยืนยันถือระยะยาว
ดูทั้งหมด

สภาผู้บริโภค ชี้นัดพร้อมครั้งหน้า 9 พ.ย. คดีฟ้องเฟซบุ๊ก ดันแพลตฟอร์มร่วมรับผิด

03 ส.ค. 2569 | 18:43น.

คดีฟ้องเฟซบุ๊กนัดแรก แพลตฟอร์ม – แอปพลิเคชัน – ธนาคาร ขึ้นศาล ด้านสภาผู้บริโภคย้ำเป้าหมายผลักดันให้แพลตฟอร์มและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องร่วมรับผิดชอบ พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากภัยออนไลน์ นัดพร้อมครั้งหน้า 9 พฤศจิกายน 2569

รายงานจาก สภาผู้บริโภค ระบุว่าวันนี้ (3 สิงหาคม 2569) ศาลแพ่งได้นัดพิจารณาครั้งแรก ในคดีที่สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก จำนวน 17 บริษัท เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ ผ่านการหลอกลวงบนเฟซบุ๊ก จำนวน 10 ราย  โดยวันนี้ถือเป็นการนัดพร้อมของ 3 คดีแรก จากทั้งหมด 10 คดี โดยมีนางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมทีมทนายความ และผู้เสียหาย เดินทางมายังศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ตามนัดพร้อมของศาล

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นการฟ้องร้องแพลตฟอร์มดิจิทัลครั้งแรกของประเทศไทย โดยสภาผู้บริโภคยื่นฟ้องเป็นคดีนำร่องรวม 10 คดี แบ่งเป็นคดีที่ศาลแพ่ง 3 คดี และศาลแพ่งใต้ 7 คดี ซึ่งการนัดพร้อมในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีมีจำเลยหลายราย แต่ละรายมีทีมทนายความและมีสิทธิดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย จึงทำให้การดำเนินคดีมีความซับซ้อนและมีข้อจำกัดในหลายด้าน เช่น การกำหนดวันนัดที่ต้องสอดคล้องกับคู่ความทุกฝ่าย แต่สภาผู้บริโภคเคารพสิทธิของทุกฝ่าย และพร้อมดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่

“แม้การนัดพร้อมครั้งนี้ยังไม่สามารถเข้าสู่การหารือเรื่องการเยียวยาผู้เสียหายได้ตามที่คาดหวัง แต่สภาผู้บริโภคยังยืนยันเจตนารมณ์เดิมว่า การฟ้องคดีครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้ผู้เสียหายทั้ง 10 รายได้รับการเยียวยาเท่านั้น หากแต่ต้องการให้คดีนี้เป็น “คดีนำร่อง” ที่สร้างบรรทัดฐานความรับผิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อความเสียหายของผู้บริโภคในอนาคต” นางสาวสารี กล่าว

นางสาวสารี ย้ำว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค บริษัทเมตาควรเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เนื่องจากเป็นต้นทางที่มิจฉาชีพใช้เผยแพร่โฆษณาและสร้างเพจหลอกลวงผู้บริโภค อีกทั้งในหลายกรณีแพลตฟอร์มยังได้รับรายได้จากค่าโฆษณาที่มิจฉาชีพใช้เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค ส่วนผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันรายอื่น ถือเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ติดต่อ ชักชวน และหลอกลวงผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารในฐานะผู้ให้บริการทางการเงิน ควรมีระบบตรวจสอบและมาตรการป้องกันธุรกรรมที่รัดกุมมากกว่านี้ เพื่อคุ้มครองเงินของผู้บริโภค

“หากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งในกระบวนการทั้งหมดมีระบบตรวจสอบหรือมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ความเสียหายก็อาจไม่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค ดังนั้น ผู้ให้บริการทุกภาคส่วนจึงควรร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราคาดหวังจากการเจรจาไม่ใช่เพียงเม็ดเงินเยียวยาผู้เสียหาย แต่ต้องการเห็นมาตรการเชิงป้องกันที่จะช่วยลดความเสียหายของผู้บริโภครายอื่นในอนาคต” เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าว

สำหรับการดำเนินคดีกับเฟซบุ๊กและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องครั้งนี้ สภาผู้บริโภคไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเยียวยาผู้เสียหายแค่ในคดีนี้ แต่ต้องการเห็นผู้ประกอบธุรกิจทั้ง 4 กลุ่มร่วมกันยกระดับมาตรการป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ เช่น การคัดกรองและระงับโฆษณาที่เป็นเท็จหรือหลอกลวง การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อตรวจจับข้อความหรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายหลอกลงทุน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบธุรกรรมของธนาคาร เพื่อหยุดยั้งการโอนเงินไปยังบัญชีมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที โดยหวังว่าผลของคดีนี้จะนำไปสู่การยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในระยะยาว

นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันผู้บริโภคแทบไม่สามารถแยกแยะได้ว่าข้อความหรือโฆษณาที่ได้รับผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน และไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว

นัดพร้อมอีกครั้ง 9 พฤศจิกายน

ด้าน นางสาวนันณภัชสรณ์ เตชปัญญาพิพัฒน์ ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เปิดเผยว่า เนื่องจากคดีนี้มีจำเลยจำนวนมาก และบางรายเป็นบริษัทต่างประเทศ ทำให้การรับหมายเรียกและการยื่นคำให้การของแต่ละรายมีระยะเวลาแตกต่างกัน อีกทั้งจำเลยบางส่วนได้ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ศาลจึงต้องรอให้จำเลยทุกฝ่ายยื่นคำให้การครบถ้วนก่อน จึงจะสามารถส่งคำร้องเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไปได้

ทั้งนี้ ศาลได้นัดจำเลยยื่นคำให้การอีกครั้งในวันที่ 19 ตุลาคม และนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ยและกำหนดแนวทางการสืบพยานในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569

ส่วนคดีที่เหลืออีก 7 คดี ศาลได้นัดพร้อมในวันที่ 10, 17 และ 31 สิงหาคม 2569 โดยสภาผู้บริโภคขอเชิญชวนผู้บริโภคร่วมติดตามความคืบหน้าของคดี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่จะกำหนดบรรทัดฐานความรับผิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อความเสียหายของผู้บริโภคจากภัยออนไลน์ในประเทศไทย