เอกนิติ ชูโมเดล “AI นกกระซิบ” ธนาคารโลกเตรียมขยายผลใช้ทั่วโลก
เอกนิติ รมว.คลัง ชูความสำเร็จ “AI นกกระซิบ” ช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวก เอเปกให้ความชื่นชม ธนาคารโลกเตรียมส่งทีมประเมิน พร้อมนำไปขยายผลใช้ทั่วโลก ย้ำความสำเร็จการจัดประชุม World Bank-IMF กวาดเหรียญทองสร้างมาตรฐานใหม่ ส่งพลังชอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่ต่างชาติ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประเทศไทย โดยกระทรวงการคลัง และธนาคารกรุงไทย ได้พัฒนาโครงการ “AI นกกระซิบ” ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อนำเทคโนโลยี AI ไปสอนและฝึกทักษะให้แก่ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อย พร้อมได้มีการนำโมเดลเอไอนกกระซิบนำเสนอในเวทีการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ผ่านมา
และนำไปถ่ายทอดต่อในเวทีการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก (APEC) จึงได้รับความสนใจและเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวาง ทำให้ประธานธนาคารโลก (World bank) แจ้งว่า จะนำโครงการ AI นกกระซิบของประเทศไทยไปใช้เป็น “ต้นแบบของโลก” และเตรียมส่งทีมงานเข้ามาช่วยประเมินผลโครงการในประเทศไทย เพื่อนำโมเดลนี้ไปขยายผลและประยุกต์ใช้ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่อไป
สำหรับรูปแบบการทำงานของ “AI นกกระซิบ” นั้น เป็นการนำเทคโนโลยีไปติดตั้งและสอนให้พ่อค้าแม่ค้าในท้องตลาดใช้งานโดยตรง โดยระบบ AI จะทำหน้าที่ช่วยประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลการขายให้แก่ผู้ค้าว่า สินค้าขายดีในจุดใดและวันใด ซึ่งหากวันใดระบบวิเคราะห์ว่าจะขายดี ผู้ค้าก็สามารถเตรียมสต๊อกสินค้ามาล่วงหน้าได้มากขึ้น ส่วนวันใดที่มียอดขายน้อย ก็เตรียมวัตถุดิบมาในปริมาณที่ลดลง ช่วยป้องกันไม่ให้มีสินค้าเหลือทิ้งเมื่อสิ้นวันและไม่ประสบภาวะขาดทุน
“ในเวทีการเสวนาระหว่างประธานธนาคารโลก ประธานาธิบดีสิงคโปร์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่เอเอ็มเอฟ หัวข้อ Small AI: More and Better Jobs ซึ่งเน้นย้ำว่าการพัฒนา AI ไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นระบบขนาดใหญ่หรือราคาแพง แต่ควรนำ AI ขนาดเล็กมาเพิ่มศักยภาพให้แก่คนตัวเล็กตัวน้อยให้มีงานและอาชีพที่ดีขึ้น แต่ไทยได้ดำเนินการเรื่องนี้ล่วงหน้าก่อนที่ธนาคารโลก จะประกาศแนวคิดนี้ผ่านการร่วมมือกันระหว่างคลัง ธนาคารกรุงไทยพัฒนาโครงการ AI นกกระซิบ”
ทั้งนี้จุดเด่นสำคัญที่ทำให้เวทีเอเปก (APEC) ให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งในอดีตผู้ค้าขายในตลาดไม่สามารถกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและไม่มีเอกสารแสดงรายได้ที่เป็นหลักแหล่ง แต่ระบบ “AI นกกระซิบ” สามารถบันทึกและแสดงข้อมูลประวัติรายได้จากการค้าขายย้อนหลัง เป็นเวลา 4-5 เดือนของผู้ค้า โดยข้อมูลประวัติดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานทางการเงินประกอบการยื่นขอสินเชื่อ ทำให้ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน สามารถอนุมัติปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ค้ารายย่อยได้โดยตรงบนพื้นฐานของข้อมูลรายได้จริง
“วันนี้ AI นกกระซิบ ดังไปทั่วโลก ผมไป APEC ทุกคนชื่นชมจากการนำ AI ไปสอนพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ที่สำคัญ APEC สนใจมากคือ ปกติพ่อค้าแม่ค้าในท้องตลาดเวลาจะไปกู้เงิน ต้องถูกถามว่ามีหลักทรัพย์ไหม มีหลักฐานอะไรไหมที่มีรายได้ แต่ใน AI นกกระซิบบอกได้ว่า คุณมีรายได้ช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมาเท่าไหร่ หลักฐานนี้จะเอาไปกู้เงินได้เลย ซึ่งธนาคารโลกบอกเลยว่า จะนำของไทยเป็นต้นแบบ วันนี้จะเป็นบทเรียนของโลก และจะส่งทีมมาช่วยประเมินด้วย เพื่อจะได้เอาไปขยายทั้งโลก”
นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ผลการการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในช่วงวันที่ 12-18 ต.ค. ที่ผ่านมา ทำให้บทบาทของประเทศไทยโดดเด่นอย่างยิ่งบนเวทีโลก และกลายเป็นจุดสนใจที่เปรียบเสมือนมีสปอตไลต์ส่องเข้ามายังประเทศ โดยผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนต่างกล่าวถึงการจัดงานของไทย ชื่นชมว่าจัดงานได้ดี และแสดงความต้องการอยากเดินทางมาเยือนและเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ได้รับคำชมเชยว่าประเทศไทยจัดงานในระดับ “โอลิมปิกทางการเงิน” และได้มอบเหรียญทองให้แก่ประเทศไทยในฐานะผู้ชนะ รวมถึงประธานคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ (IMFC) ได้ระบุว่า ประเทศไทยได้สร้างมาตรฐานโลกใหม่ขึ้นมาแล้ว จนทำให้ผู้ที่จะมารับหน้าที่จัดงานต่อจากไทยต้องคิดหนัก
นอกจากด้านการบริหารจัดการงานแล้ว ประเทศไทยยังได้แสดงศักยภาพการเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก โดยนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF ได้อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปกล่าวในเวทีโลกว่าเป็นหลักการสำคัญของการพัฒนา ซึ่งทีมงานได้ร่วมนำเสนอแนวคิดดังกล่าวผ่านการจัดนิทรรศการ “Royal Pavilion”
อีกทั้งไทยยังได้เป็นผู้ริเริ่มจัดเวทีอภิปรายในหัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” ร่วมกับผู้นำ IMF ธนาคารโลก และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฟินแลนด์ ทำให้ประเด็นการสร้างภูมิคุ้มกันในโลกที่แตกขั้วกลายเป็นหัวข้อที่ถูกนำไปพูดถึงทั่วโลก
ทางด้านการร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นำเสนอโมเดล “Low Carbon City” และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ธนาคารโลกตกลงที่จะให้เงินช่วยเหลือสนับสนุนแก่ประเทศไทยในการจัดทำโครงการ Low Carbon City ตลอดจนให้เงินทุนสนับสนุน (Grant) เพื่อเข้ามาช่วยศึกษาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของประเทศไทยอย่างจริงจัง
ขณะที่มิติทางวัฒนธรรมและชุมชน ประธานธนาคารโลกได้กล่าวชื่นชมว่า นี่คือสุดยอดของการจัดงานที่สามารถดึงเอาชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง โดยไทยได้สอดแทรกซอฟต์พาวเวอร์และอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างประณีต ทั้งการแสดงมวยไทยเพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมความแข็งแกร่งจากภายใน
การเคารพซึ่งกันและกันผ่านการไหว้ครู และน้ำใจนักกีฬา พร้อมนำกระเป๋าจากชุมชนในจังหวัดราชบุรีมาใช้จนกลายเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก รวมถึงการนำแผ่นป้ายตกแต่งลวดลายศิลปะที่วาดสดโดย 37 ชุมชนทั่วประเทศมาจัดแสดงสู่สายตาชาวโลก