ธปท.เข้มเงินไหลเข้า เงินต่างประเทศไหลเข้าเกิน 2 แสนดอลลาร์ ต้องโชว์ที่มา
ธปท. ปรับเกณฑ์รับซื้อ-รับฝากเงินตราต่างประเทศจากต่างประเทศ ธุรกรรมตั้งแต่ 2 แสนดอลลาร์สหรัฐต้องแสดงเอกสารแหล่งที่มา ส่วนเงินค่าทองคำต้องมีเอกสารประกอบทุกจำนวนเงิน ส่วนรับเงินสดเกิน 1.5 หมื่นดอลลาร์ต้องแสดงหลักฐาน
ประกาศควบคุมปรับหลักเกณฑ์เรียกเอกสารรับซื้อ-รับฝากเงินตราต่างประเทศ เงินตั้งแต่ 2 แสนดอลลาร์ต้องแสดงแหล่งที่มา ขณะที่เงินค่าทองคำต้องมีเอกสารทุกจำนวน และเงินสดเกิน 1.5 หมื่นดอลลาร์ต้องแสดงหลักฐานการนำเข้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ 38) เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การเรียกเอกสารหลักฐานประกอบการรับซื้อหรือรับฝากเงินตราต่างประเทศที่มาจากต่างประเทศของลูกค้าที่เป็นบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ เพื่อให้การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศเป็นไปเพื่อการค้า การลงทุน และตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งสำหรับการรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่ลูกค้าได้รับมาจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงินตราต่างประเทศจากวัตถุประสงค์ทั่วไป เช่น ค่าสินค้าและบริการ เงินลงทุนโดยตรง เงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือเงินกู้ หากเป็นธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ต้องเรียกเอกสารแสดงแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศเป็นรายธุรกรรม ยกเว้นลูกค้าที่ผ่านกระบวนการรู้จักลูกค้า (Know Your Business : KYB) แล้ว ไม่ต้องเรียกเอกสารดังกล่าว โดยคุณสมบัติผู้ผ่าน KYB ได้แก่ กลุ่มลูกค้าที่มีวงเงินกับธนาคาร เช่น วงเงิน FX Hedging หรือ Trade Finance หรือกลุ่มไม่มีวงเงิน แต่มีประวัติการทำธุรกรรมย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปี
สำหรับเงินตราต่างประเทศจากวัตถุประสงค์ Watchlist หากเป็นธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ต้องเรียกเอกสารแสดงแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศเป็นรายธุรกรรม โดยไม่สามารถใช้กระบวนการ KYB แทนการเรียกเอกสารดังกล่าวได้
ทั้งนี้กลุ่มเฝ้าระวัง (Watchlist) ได้แก่ 1.รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ไทยแก่คนต่างชาติ 2.รายได้จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล 3.เงินทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินกู้/หลักทรัพย์/เงินลงทุนในเครือ และ 4.เงินตราต่างประเทศจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ค่าสินค้า บริการ รายได้ หรือเงินบริจาคต่ำกว่า 200,000 ดอลลารสหรัฐ โดยเพียงแจ้งวัตถุประสงค์ ไม่ต้องยื่นเอกสาร แต่ตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ต้องยื่นเอกสารแสดงแหล่งที่มาของเงินเป็นรายธุรกรรมเสมอ โดยไม่สามารถใช้กระบวนการ KYB มายกเว้นได้ หากเป็นรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลต้องยื่นหลักฐานแหล่งที่มาของเงินที่นำไปซื้อหรือแหล่งที่มาของสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเติมด้วย
ทางด้านเงินตราต่างประเทศที่มาจากค่าทองคำ ต้องเรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมในทุกจำนวนเงิน เช่นเดียวกับกรณีการโอนเงินค่าทองคำเข้าประเทศเป็นสกุลเงินบาทผ่านบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-resident Baht Account) ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมในทุกจำนวนเงินเช่นกัน
รวมถึงเงินตราต่างประเทศที่เป็นเงินสด รับซื้อได้ไม่เกินวันละ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่หากเกิน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องเรียกเอกสารที่แสดงว่าเป็นการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ หรือเอกสารหลักฐานที่แสดงการได้มาจากผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ
นอกจากนี้ การรับฝากเงินตราต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับกรณีรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่เป็นธุรกรรมทันทีตามแต่ละกรณีข้างต้น
ทั้งนี้ ธปท.ได้ปรับปรุงแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศและการเรียกเอกสาร ให้สอดคล้องกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวด้วย
อย่างไรก็ตามการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเรียกเอกสารหลักฐานประกอบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออกของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ (Resident) เพื่อให้การทำธุรกรรมตรงตามวัตถุประสงค์ และเป็นไปเพื่อการค้าการลงทุนจริง โดยวันที่มีผลบังคับใช้จะมีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป