เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
WashXpress และพันธมิตร เปิดซักผ้าฟรี 28 สาขา ช่วยผู้ประสบอุทกภัย
Biz Movement WashXpress และพันธมิตร เปิดซักผ้าฟรี 28 สาขา ช่วยผู้ประสบอุทกภัย
สรุปมาตรการการบินไทย ช่วงน้ำท่วม: วิธีเปลี่ยนตั๋ว/ยกเลิก และขั้นตอนขอชดเชยกระเป๋าตกค้าง
News สรุปมาตรการการบินไทย ช่วงน้ำท่วม: วิธีเปลี่ยนตั๋ว/ยกเลิก และขั้นตอนขอชดเชยกระเป๋าตกค้าง
ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 รายใหม่ลงทะเบียนทะลุ 1.3 ล้านคน เร่งยืนยันสิทธิภายใน 15 ต.ค. นี้
Finance ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 รายใหม่ลงทะเบียนทะลุ 1.3 ล้านคน เร่งยืนยันสิทธิภายใน 15 ต.ค. นี้
พารากอนผนึกพันธมิตร จัดใหญ่แห่รับ ‘เนเน่’ ยืนยันงานไม่เลื่อน
Biz Movement พารากอนผนึกพันธมิตร จัดใหญ่แห่รับ ‘เนเน่’ ยืนยันงานไม่เลื่อน
5 กระทรวง x กทม. ซ่อมบ้าน-เครื่องใช้-รถ ฟรี ผ่าน Traffy Fondue
SD 5 กระทรวง x กทม. ซ่อมบ้าน-เครื่องใช้-รถ ฟรี ผ่าน Traffy Fondue
ราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณขายออก 67,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณขายออก 67,350 บาท
KTB ตั้ง 2 บริษัทใหม่ รุกธุรกิจดิจิทัล-ประกัน ปรับโครงสร้างธุรกิจการเงินในกลุ่ม
Finance KTB ตั้ง 2 บริษัทใหม่ รุกธุรกิจดิจิทัล-ประกัน ปรับโครงสร้างธุรกิจการเงินในกลุ่ม
SUZUKI ช่วยผู้ใช้รถ “น้ำท่วม” เปลี่ยนคันใหม่ ให้ส่วนลดสูงสุด 110,000 บาท
Automotive SUZUKI ช่วยผู้ใช้รถ “น้ำท่วม” เปลี่ยนคันใหม่ ให้ส่วนลดสูงสุด 110,000 บาท
ฝนตกไม่ทั่วฟ้าแดนมังกร 4 ใน 7 เครื่องใช้ไฟฟ้าจีนกำไรหด
Business ฝนตกไม่ทั่วฟ้าแดนมังกร 4 ใน 7 เครื่องใช้ไฟฟ้าจีนกำไรหด
จาก วิ่งแลกของ ถึง โยคะในโกดัง เมื่อการออกกำลังกายไม่ได้ขายแค่สุขภาพ
Columns จาก วิ่งแลกของ ถึง โยคะในโกดัง เมื่อการออกกำลังกายไม่ได้ขายแค่สุขภาพ
ดูทั้งหมด

สภาพัฒน์กาง ‘แผน 14’ ดัน GDP โตเกิน 3% ปักธงไทยติด Top 20 โลกปี 2572

30 ก.ย. 2569 | 13:15น.
ดนุชา พิชยนันท์

สภาพัฒน์วางหมุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ดันเศรษฐกิจไทยโต 3% ต่อเนื่อง เร่งเพิ่มผลิตภาพ-ยกระดับขีดแข่งขันสู่ Top 20 โลกในปี 2572 พร้อมขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลัก “T-R-U-S-T” คาดยกร่างเสร็จปี 2570 ก่อนใช้จริงปี 2571

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานประชุมสัมมนาประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ว่า สภาพัฒน์เริ่มจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ตั้งแต่ปี 2567 ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยคาดจะยกร่างแล้วเสร็จในปี 2570 ก่อนประกาศใช้ในปี 2571

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คือการทำให้แผนเป็นมากกว่าเอกสารเชิงวิชาการ แต่ต้องเป็น “แผนปฏิบัติการ” ที่มีจุดเน้นชัดเจนและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในแง่การยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยแตกต่างจากปัจจุบันอย่างชัดเจน

เมื่อย้อนดูผลการดำเนินงานภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2566-2570 พบว่า แม้รายได้ต่อหัวของคนไทยจะเพิ่มขึ้น แต่ยังห่างจากเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง เนื่องจากไทยต้องเผชิญวิกฤตต่อเนื่องหลายด้าน ตั้งแต่ผลกระทบจากโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อสูง สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปจนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติภายในประเทศ

ผลจากปัจจัยดังกล่าวทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัวในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 8,300 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2570 อีกข้อจำกัดสำคัญคือ “ผลิตภาพ” (Productivity) ของเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้นในระดับต่ำ โดยปี 2568 ผลิตภาพขยายตัวเพียง 1.2% ขณะที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศตาม IMD Ranking ปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 26 แม้ปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 แต่ที่ผ่านมาไทยยังไม่สามารถขยับขึ้นไปสูงกว่าอันดับ 25 ได้

จากข้อจำกัดดังกล่าว แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงวางเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทย “ขยายตัวสูงขึ้น ทั่วถึงมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น” โดยตั้งเป้าหมายผลักดัน GDP ให้เติบโตในระดับมากกว่า 3% อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มรายได้ของประเทศและประชาชน พร้อมกระจายประโยชน์จากการเติบโตให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

ขณะเดียวกัน ตั้งเป้าหมายยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลกภายในปี 2572 ควบคู่กับการเร่งเพิ่มผลิตภาพทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ

“มองไปข้างหน้า โลกยิ่งเปลี่ยน โจทย์ยิ่งยาก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเตรียมการรับมือ” นายดนุชากล่าว

การออกแบบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะมุ่งเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านแนวทาง “ซ่อมรากฐาน เลิกข้อจำกัด เสริมศักยภาพ และสร้างอนาคต” โดยกำหนด 4 เป้าหมายหลัก ครอบคลุมการดำเนินงาน 13 ด้าน

เป้าหมายที่ 1 สร้างผลิตภาพ (Productivity) เร่งยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบการผลิตและบริการ ผ่าน 3 ด้าน ได้แก่ พลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาให้สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี รวมถึงปฏิรูประบบการเงิน การคลัง และตลาดทุน

เป้าหมายที่ 2 สร้างภาครัฐขนาดเล็กลง แต่มีสมรรถนะสูง โปร่งใส และปลอดทุจริต โดยมุ่งขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นและยกระดับความโปร่งใส ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และยุบเลิกหรือควบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน

พร้อมกันนี้ จะยกระดับสมรรถนะภาครัฐ รวมถึงทบทวน ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เป้าหมายที่ 3 สร้างประชากรที่รองรับการเติบโตและมีสมรรถนะสูงขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบชุดสิทธิประโยชน์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการมีบุตร การยกระดับทักษะแรงงานที่มีผลิตภาพต่ำและสร้างเส้นทางไปสู่งานที่มีผลิตภาพสูง ตลอดจนพลิกโฉมอาชีวศึกษา โดยจัดกลุ่มตามความเชี่ยวชาญให้ตอบโจทย์ภาคการผลิต และปรับบทบาทมหาวิทยาลัยให้สามารถผลิตบุคลากรที่มีองค์ความรู้หลากหลาย

และเป้าหมายที่ 4 ปรับการผลิตและการบริโภคให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและเพิ่มความพร้อมรับมือ Climate Change การจัดการมลพิษจากทุกแหล่งกำเนิดในพื้นที่วิกฤต รวมถึงพัฒนาโครงสร้างระบบไฟฟ้าและสมาร์ทกริด พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการขับเคลื่อน 4 เป้าหมาย และ 13 ด้าน จะอยู่ภายใต้ 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ T – Transform ปรับโครงสร้างสาขาการผลิตและบริการเป้าหมาย ยกระดับระบบนิเวศทางธุรกิจ พร้อมรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง

R – Reform ปฏิรูปภาครัฐให้กะทัดรัด มีประสิทธิภาพสูง โปร่งใส และแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ OECD

U – Upgrade ยกระดับทุนมนุษย์ ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ และวางระบบสวัสดิการที่เหมาะสม

S – Sustain สร้างความยั่งยืนผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรและภัยพิบัติ ลดปัญหามลพิษ และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

T – Technology เร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ พร้อมปรับระบบทุนวิจัยให้สามารถนำผลงานไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น

นายดนุชากล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยถูกมองว่าเป็น “Safe Zone” และมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศ และอาจเป็น “โอกาสสุดท้าย” ที่จะเร่งปฏิรูปและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

“ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเปลี่ยนทุกความกังวลให้เป็นความเชื่อมั่น และเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นความจริง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” นายดนุชากล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดนุชา พิชยนันท์ สภาพัฒน์