เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ชลประทานตรึงระบายเจ้าพระยา 2,500 ลบ.ม./วินาที จับตาป่าสัก 110% เร่งติดเครื่องสูบน้ำคลองรังสิต
Economic ชลประทานตรึงระบายเจ้าพระยา 2,500 ลบ.ม./วินาที จับตาป่าสัก 110% เร่งติดเครื่องสูบน้ำคลองรังสิต
ศุภจี จี้ขนส่ง ‘ผัก’ ให้ทั่วถึงหลังน้ำท่วมทำราคาพุ่ง ขอตรึงไข่ไก่ 4 บาท-จัดธงฟ้าทั่วไทย
Politics ศุภจี จี้ขนส่ง ‘ผัก’ ให้ทั่วถึงหลังน้ำท่วมทำราคาพุ่ง ขอตรึงไข่ไก่ 4 บาท-จัดธงฟ้าทั่วไทย
น้ำท่วมฟาร์มปราจีนบุรี สุกรตายราว 2,000 ตัว ปศุสัตว์เร่งฝังกลบ-ฆ่าเชื้อป้องกันโรค
Economic น้ำท่วมฟาร์มปราจีนบุรี สุกรตายราว 2,000 ตัว ปศุสัตว์เร่งฝังกลบ-ฆ่าเชื้อป้องกันโรค
‘ภาคใต้’ เตรียมรับมือน้ำท่วมแล้ว หวังคลอง ร.1 เสร็จทันน้ำหลาก
Politics ‘ภาคใต้’ เตรียมรับมือน้ำท่วมแล้ว หวังคลอง ร.1 เสร็จทันน้ำหลาก
190 โรงงานในนิคมฯ เสียหายจากน้ำท่วม 1.8 พันล้าน
Economic 190 โรงงานในนิคมฯ เสียหายจากน้ำท่วม 1.8 พันล้าน
BVG ยัน THRE ตั้งโฮลดิ้งส์ไม่กระทบธุรกิจ เดินหน้า 4 ยุทธศาสตร์รุกต่างประเทศ-AI
Finance BVG ยัน THRE ตั้งโฮลดิ้งส์ไม่กระทบธุรกิจ เดินหน้า 4 ยุทธศาสตร์รุกต่างประเทศ-AI
วราวุธ รับเสนอ ครม.ตั้ง ‘ปลัด ก.อุตฯ’ เล็งชงจัดทัพอธิบดีต่อ
Politics วราวุธ รับเสนอ ครม.ตั้ง ‘ปลัด ก.อุตฯ’ เล็งชงจัดทัพอธิบดีต่อ
คปภ. ดึง 67 บริษัทประกัน ซ้อมรับภัยไซเบอร์ยุค AI ยกระดับแผนรับมือวิกฤต
Finance คปภ. ดึง 67 บริษัทประกัน ซ้อมรับภัยไซเบอร์ยุค AI ยกระดับแผนรับมือวิกฤต
SET วันนี้ลุ้นยืนบวก หุ้นอิเล็กฯ-โรงกลั่นหนุน จับตาฟันด์โฟลว์ยังไหลออก
Finance SET วันนี้ลุ้นยืนบวก หุ้นอิเล็กฯ-โรงกลั่นหนุน จับตาฟันด์โฟลว์ยังไหลออก
ราคาทองวันนี้ (6 ต.ค. 69) ร่วงลง 450 บาท รูปพรรณบาทละ 66,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (6 ต.ค. 69) ร่วงลง 450 บาท รูปพรรณบาทละ 66,700 บาท
ดูทั้งหมด

TISCO ชี้โลกเผชิญภาวะ ‘แย่งเงินทุน’ ดันดอกเบี้ยสูงยาว

25 ก.ย. 2569 | 14:48น.
ธนาคารทิสโก้

TISCO ESU ประเมินตลาดการเงินในโลก เข้าสู่ภาวะแย่งเงินทุน ทั้งรัฐบาลเพิ่มงบฯกลาโหม บิ๊กเทค ระดมทุน เร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ชิป เอไอ ดันต้นทุนการเงินในโลกสูงขึ้นระยะยาว คาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 0.25% ในเดือน ธ.ค.นี้ รวมถึงธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันเพิ่มศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงเงินทุน (Capital Competition) ระหว่าง 2 ฝ่ายในตลาดการเงิน

ประกอบด้วย 1.ภาครัฐบาลทั่วโลก ที่ต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อนำไปขยายงบฯกลาโหมในการจัดซื้ออาวุธ 2.ภาคเอกชนกลุ่มบิ๊กเทคและไฮเปอร์สเกลเลอร์ ซึ่งกลุ่มบริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ (กลุ่ม Big Tech/Hyperscalers) ต้องการระดมทุนจำนวนมากเพื่อเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ โรงผลิตชิป เอไอ และโรงไฟฟ้า

ซึ่งเมื่อทั้งรัฐบาลและเอกชนต้องการเข้ามาระดมทุนและกู้เงินในตลาดพร้อมกัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่หนี้สาธารณะทั่วโลกสูง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (BondYield) เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.60-0.90%

สำหรับภาครัฐบาล โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจในโลกต่างปรับเพิ่มงบประมาณทางกลาโหม โดยสหรัฐอเมริกา เตรียมขยายงบประมาณงบฯกลาโหมจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 50% ส่วนญี่ปุ่น ตั้งเป้าเพิ่มงบฯกลาโหมจากเดิมที่ไม่ถึง 2% ขึ้นไป แตะ 3.5% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่สูงย้อนกลับไปเท่ากับช่วงปี 2513-2523 สอดคล้องกับประเทศในยุโรปทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศส ต่างเร่งเพิ่มงบประมาณความมั่นคงสอดคล้องกัน

ขณะที่ภาคเอกชนกลุ่มต่างเร่งลงทุนจำนวนมาก ทั้งกลุ่มบิ๊กเทคและไฮเปอร์สเกลเลอร์ (กลุ่ม Big Tech/Hyperscalers) เช่น Microsoft Alphabet Amazon Meta และ Nvidia ต่างต้องการระดมทุนจำนวนมากเพื่อเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ โรงผลิตชิป ระบบเอไอ และโรงไฟฟ้า เป็นต้น

“ย้อนกลับไปยุคที่มีคำพูดติดปากของวัยรุ่นนานเป็น 10 ปีคือ ทหารมีไว้ทำไม แต่ไม่ใช่แค่ไทยเป็นเหตุการณ์ทั่วโลก แต่วันนี้จากประโยคที่ว่า ทหารมีไว้ทำไม กลายเป็นว่ากระสุนมีพอหรือเปล่า ส่วนภาคเอกชนในช่วง 10 ปีก่อน ไม่ได้ต้องการเงินลงทุนมากนัก แต่ปัจจุบันบิ๊กเทคบอกว่าต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงไฟฟ้า ชิปต่าง ๆ โดยเมื่อรัฐบาลต้องการใช้เงิน เอกชนก็อยากใช้เงิน จึงเกิดสงครามแย่งชิงเงินทุนขึ้นมา ดอกเบี้ยโลกซึ่งเป็นต้นทุนของเงินก็จะสูงแบบนี้ต่อไปอีกหลายปี”

นายธนภัทร ธนชาต นักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า สถานการณ์การคลังของประเทศมหาอำนาจในโลก โดยประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างหนี้สาธารณะสูงเกิน 100% ของจีดีพี หรือเกิน 40 ล้านล้านดอลลาร์ และขาดดุลการคลังสูงถึง 6% ของจีดีพีต่อปี เนื่องจากการดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุ และใช้กับกองทุนประกันสังคม ที่มีความเสี่ยงเงินหมดในอีก 5-6 ปีข้างหน้า

ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยจ่าย (Debt Servicing Cost) ของรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้นถึงเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วง 4-5 ปีก่อน แต่ข้อดีของสหรัฐ จัดเก็บภาษีได้ 25-26% ของจีดีพี และยังไม่ได้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จึงมีช่องว่างขยายฐานภาษีในอนาคตเพื่อลดการขาดดุลได้

ขณะที่ประเทศที่น่ากังวลต่อมากับฝรั่งเศส มีหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นเกือบ 20% ของจีดีพีในช่วงปี 2562-2568 และขาดดุลปีละ 5% ของจีดีพี และขีดความสามารถในการเก็บภาษีตึงตัวแล้ว ประมาณ 40% ของรายได้ รวมถึงยังมีปัญหาเรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไม่สามารถผ่านกฎหมายปฏิรูปงบประมาณได้ อีกทั้งมีส่วนต่าง บอนด์ยีลด์ (Bond Yield) สูงกว่าประเทศอิตาลีและกรีซสะท้อนว่าตลาดขาดความเชื่อมั่นในวินัยการคลัง

“ปีนี้บอนด์ยีลด์ทั่วโลกต่างปรับตัวสูงขึ้น ทุกคนรู้ว่ายีลด์ขึ้นคือต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ประเทศไหนที่มีหนี้เยอะที่สุด ประเทศนั้นจะเห็นยีลด์ปรับตัวขึ้นมาเยอะมาก ถ้าดูเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว รัฐบาลอเมริกาจ่ายในเรื่องของภาระดอกเบี้ยเนี่ย ถ้าดูเป็นสัดส่วนจีดีพี ประมาณ 10 กว่า แต่ทุกวันนี้เพิ่มขึ้นมาถึงเท่าตัวแล้ว หมายความว่าอนาคต ดอกเบี้ยก็ไม่น่าจะลงไปต่ำเหมือนช่วงก่อนโควิด Debt Servicing Cost ของรัฐบาลมีแต่จะเพิ่มขึ้น”

ทั้งนี้ผลจากศึกแย่งชิงเงินทุนและแรงกดดันเงิน ทำให้โลกต้องทำใจรับมือกับยุคอัตราดอกเบี้ยทรงตัวสูงยาวนาน โดยภาพรวมทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ 3 ธนาคารกลางหลักในโลกทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ประมาณ 0.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. คาดว่าไปจบที่ระดับ 4.25%

และประเมินจะคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่องในปี 2570 ก่อนที่จะปรับลดลงในปี 2571 มาจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์ (Trump Tariffs) ทำให้ต้นทุนนำเข้าสู่ผู้บริโภค รวมถึงตลาดมีการปรับขึ้นราคาซอฟต์แวร์ ชิปความจำและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อภาคบริการและค่ารักษาพยาบาล

สำหรับยุโรป โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ประมาณ 0.25% ในเดือน ธ.ค. เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับทิศทางนโยบายการเงินสวนทางอดีต คาดว่าจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องจนแตะระดับ 1.75% ในช่วงกลางปี 2570 เป็นผลมาจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานเฉลี่ย 5% ต่อปี และค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงมาที่ 150-160 เยน/ดอลลาร์ ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการนำเข้าอาหารและพลังงาน

ขณะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี (US Bond Yield 10Y) คาดว่ากรณีฐาน (Base Case) จะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 5% ไปจนถึงสิ้นปี 2569 แต่ทั้งนี้หาก Fed ไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ จึงมีโอกาสเห็นกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ที่ Bond Yield จะเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 6%

“เราเข้าสู่ยุคที่โลกไม่ได้สงบเมื่อเทียบกับช่วงประมาณ 10 ปีที่แล้ว จะมีความระหองระแหงมีความขัดแย้งเกิดขึ้นประปรายไปเรื่อย ๆ อย่างแรกที่คือต้องทำใจคือดอกเบี้ยโลก ซึ่งดอกเบี้ยเนี่ยคือต้นทุนของเงิน จะสูงแบบประมาณนี้ต่อไปอีกหลายปี”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

TISCO ESU