เอกนิติ จ่อประกาศความชัดเจนขึ้นภาษีรถนำเข้า ก.ย.นี้ เล็งให้เวลาเอกชนปรับตัว-เริ่มบังคับใช้ต้นปี’70
“เอกนิติ” จ่อขึ้นภาษีรถนำเข้าปกป้องผู้ผลิตในประเทศ ยันจำเป็นต้องใช้ภาษีสรรพสามิต เหตุมีข้อจำกัด FTA ชี้กำลังพิจารณากำหนดอัตราให้ผู้ลงทุนในประเทศแข่งขันได้ แย้มกำหนดเงื่อนไขลงทุนผลิตได้ภาษีอัตราเดิม-ไม่ลงทุนต้องจ่ายคืน คาดเริ่มบังคับใช้ต้นปี’70 ให้เวลาเอกชนปรับตัว 3-4 เดือน ชี้โลกเปลี่ยน-เอกชนต้องปรับตัว
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ถูก Disrupt เพราะว่าวันนี้พอน้ำมันแพง คนหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กัน ซึ่งเป็นทุกประเทศ โยสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำ ก็คือ พยายามคว้าโอกาสในการดึงผู้ผลิตรถ EV ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งวันนี้มีประมาณ 8-9 โรงงาน เริ่มผลิตเพื่อส่งออกแล้ว เริ่มจ้างงานคนไทยมากขึ้น เริ่มใช้ Supply Chain ในเมืองไทยมากขึ้น
“บริษัทเหล่านี้ที่อุตส่าห์เข้ามาลงทุน แต่วันนี้ด้วยมาตรการภาษีศุลกากร หรือ FTA ที่เราเคยไปเซ็นสัญญาในอดีต จะยุคไหนก็แล้วแต่ วันนี้หลายประเทศมันเป็นศูนย์ บางประเทศเก็บ 10% ซึ่งเขาก็บอกว่าอย่างนี้ ไม่แฟร์ แล้วจริง ๆ เราคิดมาตลอด ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มทำตอนนี้ เราก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้น เราจะขึ้นภาษีสรรพสามิต สำหรับรถที่ไม่ผลิตในประเทศ”
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า การที่ต้องใช้ภาษีสรรพสามิต เนื่องจากภาษีศุลกากรใช้ไม่ได้ เพราะมีข้อตกลง FTA อยู่ ต้องยอมรับความเป็นจริง แต่ก็จะใช้สรรพสามิตมาแก้การบิดเบือนตรงนี้ ซึ่งทำได้ และ ต้องบอกตรง ๆ ไม่ได้ทำ เพราะว่าเขามาเรียกร้อง
อย่างไรก็ดี ตัวบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เอง ก็ต้องปรับตัว เพราะโลกมันเปลี่ยน ซึ่งวันนี้พอมีข่าวว่าจะขึ้นภาษีสรรพสามิต ต่างชาติก็ขอมาลงทุน ก็เป็นการดึงการลงทุน ซึ่งนอกจากการลงทุน เราก็ขอว่า ไม่ใช่เรื่องการประกอบอย่างเดียว ต้องมาลงทุนพัฒนาแรงงานไทยด้วย ลงทุนวิจัยพัฒนาด้วย จะได้โตไปด้วยกัน แล้วก็บอกให้ใช้ไทยเป็นฐานในการส่งออก เพราะว่าวันนี้ อาเซียน เป็น FTA เหมือนกันหมด ภาษีศุลกากรเป็นศูนย์เหมือนกัน
“ไทยส่งออกไปเวียดนามก็ศูนย์ ไปมาเลเซียก็ศูนย์ ไปอินโดนีเซียก็ศูนย์ เพราะอย่างนั้นใครดึงตรงนี้มาได้ก่อน มันก็จะทำให้เกิดการพัฒนา Supply Chain ในไทย บริษัทไทย ธุรกิจไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ใหม่ แล้วก็พัฒนาทักษะคนไทย”
สำหรับอัตราภาษี ดร.เอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ กำลังคุยถึงอัตรากันอยู่ โดยต้องคำนึงถึงการให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ บริษัทที่เข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อให้แข่งขันได้ ซึ่งอัตราภาษีกำลังพิจารณาอยู่ โดยตั้งใจว่าภายในเดือน ก.ย.นี้ จะประกาศความชัดเจน แล้วก็อาจจะให้เวลาเอกชนได้ปรับตัวราว 3-4 เดือน
“เราก็อาจจะใช้ว่า สมมุติว่า คุณจะมาลงทุนเมืองไทย ให้เวลาคุณ คุณก็ต้องมาเซ็น MOU กับเรา มาตั้งโรงงานในเมืองไทย ก็อาจจะให้สิทธิเขา จ่ายภาษีในอัตราเดิม แต่ต้องมีเงื่อนไขนะ คุณต้องมาลงทุน ถ้าคุณลงทุนได้ คุณก็ได้สิทธิภาษีอัตราเดิมไป แต่ถ้าคุณไม่ลงทุน คุณต้องคืน มันก็จะเกิดการลงทุนเข้ามาใหม่”
ทั้งนี้ ในช่วงนี้ตลาดรถอาจจะกระทบไปบ้าง อ่างไรก็ดี ก็ต้องพยายามคุยว่า ตอนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องปรับตัว ก็เหมือนชีวิตมนุษย์ ซึ่งหากปรับตัวดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น ร่างกายเข้มแข็งขึ้น ก็ต้องปรับ แต่ก็คิดว่าจะต้องมีระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่าน โดยต้องยอมรับว่าปัญหาเมืองไทยมีเยอะ ปัญหาเก่าหมักหมมมาก็เยอะ แต่โลกใหม่ก็เปลี่ยนไปเร็ว ดังนั้น ถ้าเราไม่สร้าง ไม่ทำอะไร ไม่เปลี่ยน ทำให้มันดีขึ้น ก็ต้องอยู่แบบเดิม ปัญหาก็ยิ่งหมักหมมขึ้น แล้วจะยิ่งแก้ยากขึ้น
“เช่นเดียวกัน ไม่ทำก็ได้ แต่ถ้าเราไม่ทำ รถที่ผลิตจากข้างนอก แล้วคนไทยไม่ได้อะไร จะเข้ามา โรงงานที่ผลิตอยู่เมืองไทย จ้างงานคนไทย ก็สู้ไม่ได้ ปิดโรงงานไป คนก็ตกงานอีก แต่ความยากมันก็คือว่า เราจะทำอย่างไรให้ หนึ่ง เรารักษาสมดุลได้ สอง คือ เอาผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ผมคิดแค่นี้ คิดดีทำดี ก็ใช้หลักเดิม แต่มันอาจจะต้องกระทบแน่นอนแหละ กระทบคน แต่ว่า เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เราทำให้ประเทศ ทำให้คนไทย ก็ผมก็หวังว่า มันจะแบบช่วยกันทำให้มันเปลี่ยนผ่าน”