เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ตั้งรับดอกเบี้ยสหรัฐ
Finance ตั้งรับดอกเบี้ยสหรัฐ
ฮือฮา “ตระกูลดัง” ขายที่ดินมรดกย่านแจ้งวัฒนะ แปลงใหญ่ สวยที่สุด 6,700 ล้าน
Real Estate ฮือฮา “ตระกูลดัง” ขายที่ดินมรดกย่านแจ้งวัฒนะ แปลงใหญ่ สวยที่สุด 6,700 ล้าน
เปิดวิชั่น ‘นายกบ้านจัดสรร’ มุ่งอสังหาฯรักษ์โลก-จัดระเบียบต่างชาติ
Real Estate เปิดวิชั่น ‘นายกบ้านจัดสรร’ มุ่งอสังหาฯรักษ์โลก-จัดระเบียบต่างชาติ
‘เงาะโรงเรียน GI’ จ.สุราษฎร์ฯ สหกรณ์ปั้นตลาดกระจายผลผลิต
Economic ‘เงาะโรงเรียน GI’ จ.สุราษฎร์ฯ สหกรณ์ปั้นตลาดกระจายผลผลิต
ผีหลงทาง ?
คุยกับเอกราช ผีหลงทาง ?
ทุนใหญ่ปลุกเมืองใหม่ EEC บูมอสังหา-รับดาต้าเซ็นเตอร์
Real Estate ทุนใหญ่ปลุกเมืองใหม่ EEC บูมอสังหา-รับดาต้าเซ็นเตอร์
เอกนัฏ เร่งเครื่องลดค่าไฟ-โซลาร์หลังคาบ้าน ปลดล็อกตลาดไฟสะอาด ดันแผน PDP ใหม่
Economic เอกนัฏ เร่งเครื่องลดค่าไฟ-โซลาร์หลังคาบ้าน ปลดล็อกตลาดไฟสะอาด ดันแผน PDP ใหม่
กอบศักดิ์ วิเคราะห์ ‘ข้อตกลงชั่วนิรันดร์’ สหรัฐคุมความมั่นคง กรีนแลนด์
Finance กอบศักดิ์ วิเคราะห์ ‘ข้อตกลงชั่วนิรันดร์’ สหรัฐคุมความมั่นคง กรีนแลนด์
ถอดรหัส 7 กกต.เสียงแตก ลุ้นศาลชี้ชะตา ‘บาร์โค้ด’ บัตรเลือกตั้ง
Politics ถอดรหัส 7 กกต.เสียงแตก ลุ้นศาลชี้ชะตา ‘บาร์โค้ด’ บัตรเลือกตั้ง
ราคาทองวันนี้ (19 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 69,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (19 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 69,900 บาท
ดูทั้งหมด

‘เอกนิติ‘ ปักธงซ่อมประเทศ ดึงทุนโลกปั้นเศรษฐกิจรายได้สูง

02 ก.ย. 2569 | 07:01น.

“เอกนิติ” เปิดใจรับบท “แม่ทัพเศรษฐกิจ” แบกประเทศ-แก้โครงสร้าง สางสารพัดปัญหาหมักหมม ชี้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยต้อง “ซ่อม-สร้าง-เปลี่ยนผ่าน” ถึงเวลาตั้งเป้าดันประเทศ “รายได้สูง” ประกาศหนุน “เอกชน” กองหน้าลงสนาม เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจคว้าคลื่นลงทุนใหม่ดิจิทัล-AI และอีวี เตรียมเดินหน้าขึ้นภาษีสรรพสามิตรถนำเข้า ปกป้องผู้ผลิตในประเทศ-ดึงลงทุนใหม่ เผยอัตราภาษีใหม่เริ่มบังคับใช้ต้นปี’70 ลุยโรดโชว์ญี่ปุ่นถกค่ายรถ

เร่งซ่อม-สร้างบุญใหม่

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเยอะ 3 เรื่องใหญ่ ๆ ที่ต้องทำ คือ 1.ซ่อม ปัญหาที่สะสมมานาน ทั้งหนี้ครัวเรือน ประชากรสูงอายุ ฐานะการคลังที่ขาดดุลต่อเนื่องมานาน หนี้สาธารณะสูงขึ้น ทั้งเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเจอวิกฤตโลก ทั้งสงครามตะวันออกกลาง สงครามการค้า ทำให้ประเทศไทยถูกกระทบหนัก 

2.สร้างบุญใหม่ เพราะเศรษฐกิจไทยกินบุญเก่ามานาน อัตราการเติบโตต่ำที่สะท้อนไปถึงรายได้ของประเทศ รายได้ของประชาชน ก็ลดลงมาเรื่อย ๆ เพราะไม่ได้ลงทุนมานาน ลงทุนใหม่ไม่เพียงพอ และ 3. ต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะโลกเปลี่ยนกระแสดิจิทัล AI ขณะที่มีประเด็นราคาพลังงานที่สูงมาก ปัญหาสิ่งแวดล้อม วิกฤตภัยธรรมชาติมาหนักขึ้นมาก ซึ่งต้องใช้เงินเยียวยา สุดท้ายก็จะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นอีก

“3 เรื่องที่ต้องทำในช่วง 4 ปีนี้  คือ เร่งซ่อมพื้นฐาน แก้ปัญหาที่มันสะสมมานาน คือดูแลชีวิตคนไม่ให้ถูกกระทบเยอะ แต่จะช่วยไปแบบนี้ตลอดไม่ได้ ก็ต้องสร้างสิ่งใหม่ ๆ คือ การลงทุนใหม่ ๆ เพื่อคนรุ่นต่อไป จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องมาพูดว่ากินบุญเก่าอีก วันนี้ต้องเริ่มทำบุญใหม่ แต่ทำบุญใหม่ก็ต้องใช้เวลา กว่าจะออกผล แต่ต้องทำ และสุดท้ายคือ โลกวันนี้ถูกกระทบเยอะมากในเรื่องพลังงาน ในเรื่องสิ่งแวดล้อม เราก็ต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน”

รื้อโครงสร้างคว้าคลื่นลงทุนใหม่

ดร.เอกนิติฉายภาพเป้าหมายที่พาประเทศไทยก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ว่า เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีเป้าที่ชัดเจน พูดแต่กว้าง ๆ ว่าจะให้เติบโต กระจายรายได้ให้เท่าเทียม แต่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนั้น ตนจึงบอกกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าให้ประกาศให้ชัดเลย

“แต่ที่รัฐบาลประกาศไม่ได้คิดขึ้นมาแบบฝัน แล้วทำไม่ได้ แต่จับมือกับธนาคารโลกศึกษา ก็ว่าทำได้ แต่ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย  ซึ่งจะมีการประกาศเปิดตัวรายงานนี้ในงานประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ช่วงเดือน ต.ค. นี้”

รองนายกฯ กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายที่ประกาศไว้ รัฐบาลจึงดึงภาคเอกชนมาร่วมผลักดัน ในรูปแบบ กรอ. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่ง กรอ.จะร่วมผลักดันการลงทุนโดยคว้าโอกาสลงทุนจากการที่ปัจจุบันโลกแตกเป็นขั้วต่าง ๆ มีสงคราม สงครามการค้า การใช้ภาษีกีดกันการค้า 

“วันนี้เกิดกระแสหาที่ลงทุนใหม่  เหมือนลมพัดมาทางนี้พอดี เราก็ต้องใช้โอกาสที่ลมพัดมาทางอาเซียนจะคว้าการลงทุนได้อย่างไร เพื่อสร้างบุญใหม่ให้เมืองไทย โดยสมัยก่อนเกิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เกิดฐานการผลิตรถยนต์ หรืออุตสาหกรรมไฟฟ้า แต่วันนี้อุตสาหกรรมเปลี่ยนไป รถยนต์ก็ต้องเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีหุ่นยนต์ Humanoid, AI เราก็ต้องใช้โอกาสนี้จับมือกับภาคเอกชนในนาม กรอ. คว้าคลื่นการลงทุนใหม่ ทำให้เกิดซัพพลายเชน มีบริษัทไทยเข้าไปสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เกิดการจ้างงาน พัฒนาคน พัฒนาทักษะ เข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่”

หนุน “เอกชน” กองหน้า

ดร.เอกนิติกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดีการลงทุนในปัจจุบันภาครัฐจะมีข้อจำกัด ฐานะการคลังไม่เหมือนในอดีต มีหนี้สาธารณะมากขึ้น จึงต้องดึงเอกชนมาร่วมผ่านกลไก PPP (Public-Private Partnership) และ Infrastructure Fund คือภาครัฐไม่ได้ลงคนเดียว แต่ให้เอกชนมาลงทุนด้วย 

“เราให้เอกชนเป็นกองหน้า เป็นตัวนำ ภาครัฐเป็นกองกลาง เพราะท้ายที่สุดต้องเป็นเอกชนลงแข่ง ไม่ใช่รัฐแข่ง  แต่ภาครัฐเป็นกองกลาง ต้องทำให้มีประสิทธิภาพ จ่ายบอลให้เร็ว กองหน้าจะได้ไปยิงประตูได้เร็ว ยกตัวอย่างเรื่อง BOI Fast Pass ที่ผมทำ ก็ไปช่วยปลดล็อกกติกา ให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริง”

ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนแนวทางของ  BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) จากเดิมจะประกาศแค่ตัวเลขยื่นขอส่งเสริมการลงทุน แต่วันนี้ก็ขอให้เปิดตัวเลขการลงทุนที่เกิดขึ้น ซึ่งครึ่งปีนี้มีการลงทุนจริง 5 แสนล้านบาทแล้ว โดยอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนอันดับ 1 ก็ไม่ใช่ Data Center แต่อันดับ 1 คือ ดิจิทัลเอไอ โดยมีโรงงานผู้ผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง เป็นโรงงานอันดับ 1-2 ของโลก มาตั้งอยู่ที่เมืองไทย  โดยมีการจ้างงาน 20,000-30,000 คน  มีการทำ R&D กับเมืองไทย นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องพัฒนาทักษะคนไทย”

นอกจากนี้ กองหลังก็สำคัญ คือ เสถียรภาพ ที่วันนี้ต้องซ่อม ซึ่งตนเน้นระมัดระวังเรื่องวินัยการคลัง ทำให้การกู้เงินของไทยถูกกว่าคนอื่น ทำให้ต่างชาติอยากเข้ามา สะท้อนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ต้นปี ดัชนีหุ้นขึ้นมา 300 จุดแล้ว มีเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้าตลาดหุ้นประมาณ 70,000 ล้านบาท เข้าตลาดพันธบัตรอีก 50,000 ล้านบาท

“สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะมีกองหลัง คือเสถียรภาพ ทั้งวินัยการคลัง วินัยการเงิน ที่ยังเข้มแข็งอยู่ แล้วพอดีประเทศเพื่อนบ้านเขามีปัญหาเรื่องฐานะการคลัง นักลงทุนเขาเห็นเราตรงนี้เขาก็เลยย้ายมาตรงนี้ พอสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือยกระดับเรา จากมุมมองเป็นลบเป็น Stable ความมั่นใจมันก็กลับขึ้นมา”

อัดภาษีกระตุ้นเอกชนลงทุน

ดร.เอกนิติอธิบายถึงเป้าหมายการใช้เครื่องยนต์การลงทุน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศว่า รัฐบาลประกาศเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เป็น 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนของภาคเอกชน 22-23%   ภาครัฐประมาณ 6-7% โดยแผนผลักดันการลงทุนเอกชนมีอยู่ 3 ส่วน คือ 1.การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)  ผ่าน BOI ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก 2.การลงทุนในประเทศ วันนี้ภาคเอกชนไทยมีสภาพคล่องเหลืออยู่มากดังนั้นรัฐบาลก็มีการหารือว่าจะต้องมีมาตรการมากระตุ้นให้เอกชนลงทุนในประเทศมากขึ้น   

ตอนนี้เตรียมมาตรการไว้หลายอย่าง อันหนึ่งก็คือมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักร ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ลงทุนในการพัฒนาคน มาตรการเหล่านี้ก็จะช่วยกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนมากขึ้น และ 3.โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน  (Public Private Partnership)

“เม็ดเงินรัฐคนเดียวไม่พอ ก็ต้องมาทำ PPP นี่คือตัวที่จะทำให้เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าอันนี้จะทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ต่อจีดีพีได้”

แก้โจทย์รายจ่าย-รื้อสวัสดิการ

ดร.เอกนิติสะท้อนว่า เนื่องจากฐานะการคลังไม่ได้ดีเหมือนอดีต ในฐานะที่ตนดูแลกระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ จึงพยายามเน้นในเรื่องการปฏิรูปการคลัง ทำให้โปร่งใส โดยที่ผ่านมางบประมาณขาดดุลมานานต่อเนื่อง ปีล่าสุดขาดดุลประมาณ 4.4% ของ GDP ขณะที่มาตรฐานโลกกำหนดว่าไม่ควรขาดดุลเกิน 3% ดังนั้นเมื่อครั้งไปเจอบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือตนจึงประกาศเป็นเป้าหมายว่า ภายใน 4 ปีจะลดขาดดุลให้ต่ำกว่า 3%

“ดังนั้นงบประมาณปี 2570 ถึงลดขาดดุลลงมาเหลือ 3.9% แล้วผมก็ต้องแข็งมาก ใครจะมาขอให้ขยายผมก็ไม่ยอม แล้วผมทำเรื่องความโปร่งใส ในอดีตเราใช้วิธีไม่ได้เปิดเผยทั้งหมด ตั้งงบฯ ไม่เต็มบ้าง เช่น รายจ่ายสวัสดิการ ปกติจ่าย 50,000 ล้านบาท แต่ตั้งไว้ 30,000 ล้านบาท แล้วค่อยมาใช้เงินคงคลัง แต่ปีนี้ผมไม่ยอมให้ทำแบบนั้น เปิดไปเลย ตรงไปตรงมา เปิดแผลไปเลย ให้อยู่บนความเป็นจริง เพราะถ้าเป็นโรค แล้วยังซุกอยู่ไปบอกว่าป่วยหมอก็รักษาไม่ได้”

สำหรับเรื่องสวัสดิการก็มีความจำเป็นที่จะต้องดูแล ผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้ที่ขาดโอกาส แต่ประเทศไทยมีสวัสดิการกว่า 70 ประเภท แล้วมีความซ้ำซ้อนกันมาก ทำให้คนคนหนึ่งต้องวิ่งไปหาสิทธิของตัวเอง อย่างคนพิการได้ 600 บาท แล้วถ้าเป็นคนแก่ด้วยได้อีก 800 บาท 

“ผมบอกทำไมไม่เปิดไปเลย เอาข้อมูลมารวมกัน อะไรที่มันซ้ำซ้อนก็จะได้เห็นข้อมูล เพราะอย่างบัตรสวัสดิการปัญหาคนที่ถูกแอบอ้างสิทธิก็เยอะ จริง ๆ ผมไม่ต้องลุกขึ้นมาทำก็ได้ ก็ไม่ได้โดนด่า แต่วันนี้ถ้าเรากล้าเปิดแผล เปิดข้อมูล ยอมรับความเป็นจริง เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริงได้เข้ามา เพราะต้องยอมรับว่างบประมาณเรามีจำกัด”

สร้างฐานข้อมูลครั้งใหญ่

ดร.เอกนิติกล่าวถึงประเด็นรัฐบาลมาตัดสิทธิบัตรสวัสดิการฯ กังวลผลกระทบในแง่การเมืองหรือไม่ ว่า ตนใช้หลักคิดดีทำดี  การตัดสิทธิใครไม่ได้มาทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพราะอยากช่วยคนที่เดือดร้อนจริง ๆ แล้วก็ได้เห็นว่ามีคนอีก 2.5 ล้านคน ตรวจเข้มงวดแล้วจะเห็นว่าเขาไม่มีอะไรเลย ซึ่งจะได้มาช่วยคนเหล่านี้ 

“พอเราได้ฐานข้อมูลรายละเอียดยังพบว่าคนอายุ 20-50 ปีมีตั้ง 5 ล้านคน  ที่ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินฝากในบัญชีเกิน 1 แสนบาท ไม่มีรถ ไม่มีอะไรเลย คนเหล่านี้จะไม่ช่วยแค่บัตรสวัสดิการ 300 บาทต่อเดือน เพิ่งคุยกับกระทรวงการคลังว่า เราจะต้องหามาตรการช่วยให้เขามีรายได้มากกว่า 300 บาท ถ้าสามารถทำให้หลุดออกไปจากบัตรสวัสดิการได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี ต้องหาเครื่องมือมาช่วยเขา หาเบ็ดตกปลามาให้”

นอกจากนี้ในการจัดทำทะเบียนใหม่ยังพบว่ามีการโกง ประชาชนถูกเอาชื่อไปแอบอ้างใช้หลายแสนคน ทั้งเอาชื่อไปใส่ในทะเบียนบริษัท เป็นกรรมการ เป็นพนักงาน ซึ่งบริษัทจะอ้างว่าคนเหล่านี้ได้เงินเดือนคนละ 20,000-30,000 บาท  แล้วทำให้ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการไป 

“ถ้าเราไม่ทำฐานข้อมูลครั้งนี้เราจะไม่รู้เลย คนเหล่านี้จะถูกหลอกไปอีกนาน วันนี้พอมาร้องเรียนผมก็คืนสิทธิให้หมด”

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ถือเป็นการสร้างฐานข้อมูลครั้งใหญ่ แต่ถ้าไม่ผ่านกระบวนการนี้ไม่มีทางรู้เลย ซึ่งจริง ๆ แล้วตนไม่ต้องทำก็ได้ รัฐก็จ่ายเงินไปปีละ 60,000 ล้านบาท แต่ก็จะมีประชาชนถูกหลอกไปเรื่อย ๆ โดยวันนี้เมื่อคนเหล่านี้มาอุทธรณ์แล้วพบว่าชื่อถูกนำไปแอบอ้างรัฐจะคืนสิทธิให้ 

“ทำเรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่เข้าใจ ซึ่งตนก็เข้าใจในมุมการเมือง แต่วันนี้เราตั้งใจดี ทำให้ประเทศ ไม่ได้ต้องการอย่างอื่น ซึ่งทำแล้วจะช่วยทำให้ประเทศไทยดีขึ้น แต่ถ้าไม่ทำมัวแต่เห็นแก่ตัว ประเทศไทยก็แย่ไปเรื่อย ๆ”

ชูเกมเปลี่ยนผ่านอุตฯ EV 

รองนายกฯ เอกนิติกล่าวว่า  อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ถูก Disrupt เพราะวันนี้พอน้ำมันแพงคนหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นทุกประเทศ สิ่งที่เราพยายามทำก็คือคว้าโอกาส ให้ค่ายรถ EV เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศไทย ขณะที่วันนี้มีประมาณ 8-9 โรงงาน เริ่มผลิตเพื่อส่งออกแล้ว เริ่มจ้างงานคนไทยมากขึ้น เริ่มใช้ซัพพลายเชนในเมืองไทยมากขึ้น  

“แต่วันนี้ด้วยอัตราภาษีศุลกากร ที่ประเทศไทยมีไปเซ็นข้อตกลง FTA กับหลายประเทศ รวมทั้งจีน ทำให้ภาษีนำเข้ากลายเป็นศูนย์ ทำให้ผู้ผลิตที่เข้ามาตั้งฐานในไทยก็บอกว่าไม่แฟร์ ซึ่งเรื่องนี้จริง ๆ กระทรวงการคลังคิดมาตลอด ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มทำตอนนี้ ดังนั้นก็เลยบอกไปว่าเราจะขึ้นภาษีสรรพสามิต สำหรับรถที่ไม่ได้ผลิตในประเทศ เป็นการใช้ภาษีสรรพสามิตมาแก้การบิดเบือนตรงนี้”

อย่างไรก็ดี ตัวบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เองก็ต้องปรับตัว เพราะโลกมันเปลี่ยน  ซึ่งจากที่มีข่าวว่าประเทศไทยจะขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้า ก็มีผู้ผลิตต่างชาติก็สนใจว่าจะเข้ามาลงทุน ซึ่งเราก็ขอว่า ต้องไม่ใช่เรื่องการประกอบอย่างเดียว ต้องมาลงทุนพัฒนาแรงงานไทยด้วย ลงทุนวิจัยพัฒนาด้วย จะได้โตไปด้วยกัน โดยใช้ไทยเป็นฐานในการส่งออกในภูมิภาค เพราะว่าวันนี้อาเซียนเป็น FTA เหมือนกันหมด ภาษีศุลกากรเป็นศูนย์เหมือนกัน  

“ไทยส่งออกไปเวียดนามก็ศูนย์ ไปมาเลเซียก็ศูนย์ ไปอินโดนีเซียก็ศูนย์ เพราะอย่างนั้นใครดึงตรงนี้มาได้ก่อนก็จะทำให้เกิดการพัฒนาซัพพลายเชนในไทย บริษัทไทย ธุรกิจไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ใหม่ แล้วก็พัฒนาทักษะคนไทย”

ขึ้นภาษีรถนำเข้า เริ่มต้นปี‘70 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า สำหรับอัตราภาษีสรรพสามิตที่จะมีการปรับเพิ่มขึ้นขณะนี้กำลังหารือกันอยู่ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ บริษัทที่เข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ โดยตั้งใจว่าภายในเดือน ก.ย. นี้จะประกาศความชัดเจน และจะให้เวลาเอกชนได้ปรับตัวราว 3-4 เดือน หรือราวต้นปี 2570

“เราอาจให้ข้อเสนอว่าถ้าคุณมาลงทุนเมืองไทยต้องมาเซ็น MOU ตั้งโรงงานในเมืองไทย ก็อาจจะให้สิทธิจ่ายภาษีในอัตราเดิม แต่ถ้าไม่มีการลงทุนก็ต้องจ่ายคืน แนวทางนี้ก็จะเกิดการลงทุนเข้ามาใหม่”

ทั้งนี้ผู้ประกอบการและตลาดอาจต้องได้รับผลกระทบ เพราะตอนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำรถที่ผลิตจากข้างนอกเข้ามา โรงงานผลิตอยู่เมืองไทย จ้างงานคนไทยก็สู้ไม่ได้  ถ้าต้องปิดโรงงานไปคนก็ตกงานอีก ซึ่งความยากคือว่าจะทำอย่างไรให้รักษาสมดุลได้ โดยเอาผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก

ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นมีแผนพบปะกับผู้ผลิตรถยนต์ด้วยนั้น ดร.เอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และทีมที่ญี่ปุ่น เพื่อจัดทำรายละเอียด

“ไทยช่วยไทยพลัส” อาจไม่จำเป็น

สำหรับการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ดร.เอกนิติระบุว่า ต้องใช้หลาย ๆ เครื่องมือ แม้มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้  แต่ประเมินว่าในไตรมาส 4 เม็ดเงินการลงทุนจะเริ่มมีมากขึ้น รวมทั้งที่มาจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ที่จะมีโครงการติดโซลาร์รูฟท็อป ก็จะส่งผลต่อการจ้างงานมากขึ้น รวมทั้งด้านการท่องเที่ยว และเม็ดเงินต่างประเทศ จากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมธนาคารโลก การประชุม Gas Tech ที่จะเกิดช่วงปลายปีนี้ ประเมินว่าจะพอพยุงเศรษฐกิจไปได้

“ที่สำคัญที่สุดเชื่อว่าเม็ดเงินการลงทุนที่เข้ามาจะเริ่มช่วยทำให้เกิด Jump Start ถ้าเครื่องยนต์ติดก็จะเดินและหมุนของมันเอง แต่ก็ต้องทำต่อเนื่อง เพราะส่วนตัวคิดว่าเราต้องไม่ไปติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือเยียวยาระยะสั้น”

ดังนั้นถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจไตรมาส 4 เป็นไปตามที่คาดการณ์ ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มลงแล้ว ก็มองว่า “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจไม่จำเป็น ยกเว้นว่าจะมีวิกฤตอะไรเกิดขึ้น ทั้งนี้ต้องดูสถานการณ์อีกที เพราะทุกอย่างไม่ใช่เงินฟรี ทุกอย่างมีต้นทุน จึงต้องคิดให้รอบคอบ

ปัดแบกรัฐบาล-ขอแบกประเทศ

ต่อคำถามที่ว่าถูกมองว่าเป็นคนแบกรัฐบาล ดร.เอกนิติกล่าวว่า ทุกคนก็ช่วยกัน สำหรับตนคือดูในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งก็หนักจริง ๆ เพราะเจอวิกฤตต่าง ๆ ดังนั้นถ้าจะแบกคงแบกประเทศมากกว่า แล้วก็ไม่ใช่ทำคนเดียว เพราะไม่มีทางทำคนเดียวสำเร็จ แต่ทุกคนช่วยกัน รวมทั้งเอกชน 

“ผมทำคนเดียวไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดเสมอคือ เราทำให้ดีที่สุด ใช้โอกาสตรงนี้ทำ ถามว่าหนักไหม ก็หนักจริง ๆ เพราะเจอวิกฤตทุกวัน ถามว่าแบกไหม ผมว่าทุกคนก็แบกภาระของตัวเอง และตัวผมไม่ได้แบกรัฐบาล ถ้าจะแบกผมแบกประเทศ แต่ผมคิดว่ามันเป็นช่วงหนึ่งของชีวิต ที่ให้โอกาสเรามาทำตรงนี้ ก็จะทำให้ดีที่สุด”