เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
BLA รับเทรนด์ Longevity ส่ง 2 ประกันบำนาญใหม่ เงินก้อน 30% รับยาวถึง 88 ปี
Finance BLA รับเทรนด์ Longevity ส่ง 2 ประกันบำนาญใหม่ เงินก้อน 30% รับยาวถึง 88 ปี
Bond Yield โลกพุ่ง กดหุ้น-โฟล์วไหลออก แนะถือเงินสด 30-40
Finance Bond Yield โลกพุ่ง กดหุ้น-โฟล์วไหลออก แนะถือเงินสด 30-40
ไทยมีอะไร? ทำไมเป็นฐาน ‘Backend’ ประกอบชิปแห่งใหม่ของโลก
Tech ไทยมีอะไร? ทำไมเป็นฐาน ‘Backend’ ประกอบชิปแห่งใหม่ของโลก
โตโยต้า เผยตลาดรถยนต์ฟื้นตัว โต 16.60% ขายรถ 8 เดือนแรก ยอดแตะ 4.65 แสนคัน
Automotive โตโยต้า เผยตลาดรถยนต์ฟื้นตัว โต 16.60% ขายรถ 8 เดือนแรก ยอดแตะ 4.65 แสนคัน
สวนสยาม ชี้น้ำท่วมฉุดรายได้ช่วงไฮซีซั่น ลุ้นเคลมประกันครบ 195 ล้าน – กลับมาเปิดใหม่
Business สวนสยาม ชี้น้ำท่วมฉุดรายได้ช่วงไฮซีซั่น ลุ้นเคลมประกันครบ 195 ล้าน – กลับมาเปิดใหม่
ซีพีร่วมยินดี คุณหญิงกษมา รับพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ จุฬาฯ
Biz Movement ซีพีร่วมยินดี คุณหญิงกษมา รับพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ จุฬาฯ
ราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณ 67,450 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณ 67,450 บาท
OR เดินหน้าลงทุน 700 ล้าน สร้าง Budget Hotel เปิดบริการ Q3 ปี’70 ประเดิม 3 แห่ง
Business OR เดินหน้าลงทุน 700 ล้าน สร้าง Budget Hotel เปิดบริการ Q3 ปี’70 ประเดิม 3 แห่ง
อนุทิน คุย Airbus ชวนใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตในไทย ขยายความร่วมมือเทคโนโลยีอวกาศ
Politics อนุทิน คุย Airbus ชวนใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตในไทย ขยายความร่วมมือเทคโนโลยีอวกาศ
MiVana เปลี่ยนเนื้อกาแฟที่โดนทิ้ง เป็นเครื่องดื่มสุขภาพจากป่าต้นน้ำ
SD MiVana เปลี่ยนเนื้อกาแฟที่โดนทิ้ง เป็นเครื่องดื่มสุขภาพจากป่าต้นน้ำ
ดูทั้งหมด

SET งัดไม้เด็ด ‘ไทยแลนด์โฟกัส’ โชว์แผน 16 บจ. ‘JUMP+’ ดึงดูดฟันด์โฟลว์

26 ส.ค. 2569 | 09:14น.

งานใหญ่ประจำปี 2569 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่จัดขึ้นในวันที่ 26-28 ส.ค. นี้ ภายใต้ชื่อ “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” จะเป็นเวทีสำคัญของตลาดทุนไทยในการนำเสนอศักยภาพเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ต่อนักลงทุนสถาบันทั่วโลก ซึ่งปีนี้จะมี บจ. เข้าร่วม 78 แห่ง จากหลากหลายอุตสาหกรรม

พิเศษโชว์เคส 16 บริษัท JUMP+

ปีนี้ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ ในจำนวน บจ. 78 บริษัท มี 16 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ AAV, BBIK, BCH, BCPG, ERW, JMT, MGC, MOSHI, MTC, PTT, PTTEP, SJWD, SPALI, SPRC, THAI และ TISCO ซึ่งแต่ละบริษัทได้เปิดเผยแผนเพิ่มมูลค่าธุรกิจระยะ 3 ปีไปถึงปี 2571 ไว้แล้ว

ดังนั้น Thailand Focus ปีนี้จึงไม่เพียงนำเสนอผลประกอบการในปัจจุบัน แต่ยังเป็นเวทีที่นักลงทุนจะได้ประเมินว่า บริษัทไทยกำลังวางเครื่องยนต์การเติบโตในอีก 3 ปีข้างหน้าไว้อย่างไรบ้าง

ชี้หลังงาน 3 สัปดาห์ SET เด่น

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Thailand Focus เป็นปัจจัยเชิงบวกต่อการส่งผ่านความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และเปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนนำเสนอแผนธุรกิจและทิศทางการเติบโตต่อนักลงทุนโดยตรง

“หากย้อนดูการจัดงาน Thailand Focus ในช่วง 5 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าหลังจบงานตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก โดยหลังงาน 1 สัปดาห์ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1.05% หลัง 2 สัปดาห์ 1.81% หลัง 3 สัปดาห์ 2.44% และหลัง 1 เดือน 1.77% ขณะที่โอกาสที่ตลาดให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ที่ 80% ในทุกช่วง ช่วงที่โดดเด่นที่สุดคือ 3 สัปดาห์หลังงาน ซึ่งตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.44%”

โดยกลุ่มหุ้นที่น่าจับตา บล.กรุงศรี มองว่าอาจแตกต่างจากอดีต ที่กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ประกัน เช่าซื้อ ท่องเที่ยว และค้าปลีก มักตอบรับได้ดี สะท้อนแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในขณะนั้นที่มาจากการลงทุนภาครัฐ การบริโภค และภาคบริการ

“รอบนี้แรงขับเคลื่อนเริ่มเปลี่ยนไปสู่การลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ทำให้กลุ่มที่มีโอกาสได้รับความสนใจขยับมาเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม และรับเหมาก่อสร้าง”

ดึงฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหุ้นไทย

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) กล่าวว่า บริษัททั้ง 78 แห่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 15 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 74% ของมูลค่าตลาดหุ้นไทยทั้งหมด สะท้อนว่าบริษัทที่เข้าร่วมงานครอบคลุมหุ้นขนาดใหญ่และธุรกิจสำคัญของประเทศในสัดส่วนสูง

นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มีตลาดหลักทรัพย์จาก 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เข้าร่วม ทำให้ Thailand Focus รอบนี้มีอีกมิติของการเชื่อมโยงตลาดทุนในภูมิภาค โดยให้น้ำหนักกับโอกาสที่งานจะช่วยกระตุ้นเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) ให้เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น

“Thailand Focus อาจไม่ได้ทำให้เงินต่างชาติไหลเข้าด้วยตัวงานเพียงอย่างเดียว แต่หากนักลงทุนต่างชาติกำลังเพิ่มความสนใจตลาดหุ้นไทยอยู่แล้ว การเปิดโอกาสให้พบผู้บริหารและรับข้อมูลบริษัทโดยตรง อาจช่วยเร่งการตัดสินใจหรือเพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้ อย่างไรก็ดี ผู้ที่เก็งกำไรระยะสั้นต้องระวัง Sell on Fact หรือแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นปรับขึ้นรับความคาดหวังไปก่อนแล้ว”

16 บจ. โชว์แผนธุรกิจ 3 ปี

นอกเหนือจากทิศทางเงินทุนและการเคลื่อนไหวของตลาด สิ่งที่มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะถัดไป คือ แผนธุรกิจที่บริษัทจดทะเบียนนำเสนอ โดยเมื่อเจาะแผนของ 16 บริษัท JUMP+ ที่เข้าร่วม พบว่า แต่ละบริษัทเลือกเส้นทางเพิ่มมูลค่าที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การเร่งรายได้และกำไร การขยายกำลังผลิตและธุรกิจใหม่ ไปจนถึงการใช้ AI ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

อย่างกลุ่มที่ตั้งเป้าเน้นกำไร ได้แก่ BBIK ตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิปี 2571 ที่ 700-800 ล้านบาท จาก 340.73 ล้านบาท ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 105-135% โดยใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI, Cloud และ Virtual Bank รวมถึงการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ และการร่วมทุน

ขณะที่ JMT ตั้งเป้ากำไรสุทธิปี 2571 ที่ 1,800 ล้านบาท จาก 1,029.56 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้น 75% โดยเดินหน้าสู่ Digital AMC นำ AI และเทคโนโลยีมาใช้ตั้งแต่การวิเคราะห์พอร์ต การติดตามหนี้ ไปจนถึงการบริหารทรัพย์สินรอการขาย พร้อมรักษาอัตราหนี้สินต่อทุนต่ำกว่า 1 เท่า

ด้าน MGC ตั้งเป้า Core Profit ปี 2571 ที่ 1,250-1,350 ล้านบาท จาก 683 ล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 83-98% วางเป้าหมายรายได้ 32,500-40,000 ล้านบาท โดยใช้ระบบ ERP เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน รวมถึงขยายฐานลูกค้าผ่าน Mobilife Loyalty Program

ส่วน SJWD ตั้งเป้ากำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ปี 2571 ที่ 2,000 ล้านบาท จาก 1,172.14 ล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 70.6% ผ่านการขยายเครือข่ายระดับภูมิภาค ต่อยอดธุรกิจ Automotive และ Cold Chain และใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ขณะที่กลุ่มที่ตั้งเป้าเร่งฐานรายได้ โดย BCH ตั้งเป้าหมายรายได้จากการดำเนินงานปี 2571 ที่ 14,500 ล้านบาท จาก 11,984.48 ล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 21% ด้วยการขยายโรงพยาบาลในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะ EEC พร้อมเพิ่มผู้ป่วยเงินสดและต่างชาติ รวมถึงพัฒนาเครือข่ายสู่ Smart Hospital

ต่อมา ERW ตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินงานหลักแตะ 10,000 ล้านบาทในปี 2571 และวางเป้ารายได้เติบโตเฉลี่ย 7-10% ต่อปี ผ่านการขยายและกระจายพอร์ตโรงแรม พร้อมศึกษาการนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ฟาก MOSHI ตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571 พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นที่ 54.5-57.5% โดยนำ Data และ AI มาช่วยวิเคราะห์ความต้องการลูกค้า บริหารสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการขาย

ด้าน MTC ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2571 ที่ 43,000 ล้านบาท จาก 30,739 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้น 40% พร้อมคุมหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 2.55% และลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้เหลือ 46.5%

ส่วน SPALI ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2571 ที่ 31,000 ล้านบาท จาก 24,772.16 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้น 25% โดยขยายโครงการให้ครอบคลุม 34 จังหวัด เพิ่มสัดส่วนรายได้จากคอนโดมิเนียม ขยายการลงทุนต่างประเทศ และต่อยอดธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

ฝั่งธุรกิจการบิน AAV ตั้งเป้ากำไรก่อนหักภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) ปี 2571 ประมาณ 17,000 ล้านบาท จาก 7,835 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้น 117% ขณะที่ THAI วางเป้าอัตราการเติบโตของรายได้รวมปี 2571 อยู่ที่ 14-15% ต่อปี จากปี 2568 ที่รายได้เติบโต 1% โดยเน้นปรับเครือข่ายเส้นทาง เพิ่มจุดบินและความถี่ในเส้นทางที่มีศักยภาพ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพฝูงบินและลดต้นทุนต่อที่นั่ง

ด้านกลุ่มพลังงานมีรูปแบบเป้าหมายแตกต่างจากกลุ่มอื่น เนื่องจากหลายบริษัทไม่ได้กำหนดรายได้หรือกำไรสุทธิเป็นเป้าหมายหลัก แต่ให้น้ำหนักกับประสิทธิภาพการดำเนินงาน กำลังผลิต ฐานะการเงิน และผลตอบแทนผู้ถือหุ้น อย่าง PTT ตั้งเป้าหมายอัตราการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นมากกว่า 57% ของกำไรสุทธิตามงบฯรวมต่อปี ตลอดช่วงปี 2569-2571

ส่วน PTTEP ตั้งเป้าหมายปริมาณขายปิโตรเลียมเพิ่มจาก 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในปี 2569 เป็น 625,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2571 พร้อมรักษา EBITDA Margin ไม่ต่ำกว่า 70% โดยขยายกำลังผลิตจากทั้งโครงการในประเทศและต่างประเทศ

ขณะที่ BCPG ตั้งเป้าหมาย EBITDA เติบโต 10-15% พร้อมลด Net Debt/Cash EBITDA เหลือ 4.0 เท่าในปี 2571 จาก 4.6 เท่าในปี 2568

ด้าน SPRC ตั้งเป้าหมายกำไรขั้นต้นปี 2571 ที่ 180-190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 169.9 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 พร้อมเพิ่มความสามารถในการกลั่นน้ำมันดิบเบา 10-15% ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการผลิตสินค้ามูลค่าสูงอย่างน้ำมันเบนซินและน้ำมันเครื่องบินประมาณ 3-5%

ปิดท้ายที่ TISCO ซึ่งใช้ตัวชี้วัดต่างจากบริษัทส่วนใหญ่ โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายรายได้หรือกำไรปี 2571 โดยตรง แต่ตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เฉลี่ย 15-17% ในปี 2571 เทียบกับ 15.41% ในปี 2568 โดยวาง AI และธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานลูกค้า

Thailand Focus รอบนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อนักลงทุนโลก แต่ยังเป็นอีกบททดสอบว่า เรื่องราวการเติบโตของบริษัทไทยจะมีน้ำหนักมากพอเปลี่ยนความสนใจและเงินเก็งกำไรระยะสั้นให้กลายเป็นเงินลงทุนระยะยาวได้หรือไม่ ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SET