จับตาเศรษฐกิจไทย Two-Speed Economy ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ดีจริงหรือ ?
หลังจากที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ไตรมาส 2 ปี 2569 ออกมาขยายตัว 1.9% ต่อปี ชะลอตัวจากไตรมาสแรกที่โต 2.8% และรั้งท้ายเพื่อนบ้านอาเซียนหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งหลาย ๆ ฝ่าย แม้แต่รัฐบาลเองก็ออกมาแสดงความไม่พอใจการเติบโตระดับนี้ ขณะที่ “บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระหว่างประเทศ (อดีตกรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด) ได้ให้มุมมองผ่าน “ประชาชาติธุรกิจ” ดังต่อไปนี้
มองจีดีพี Q2 ไม่แย่-ครึ่งปีหลังทรงตัว
โดย “บุรินทร์” กล่าวว่า ภาพรวมของตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ไม่ได้แย่นัก เพราะได้แรงหนุนจากกระแสโลก โดยเฉพาะในส่วนของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงกับกระแส AI บูม และ Data Center ทั้งภาคการส่งออกและการลงทุน อย่างไรก็ดี แท้จริงแล้ว ไทยอาจยังไม่พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนเร็วจากกระแสดังกล่าว
ทั้งนี้ มองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีมาแล้ว และเศรษฐกิจครึ่งปีหลังนั้นน่าจะ “ทรงตัว” เนื่องจากตัวเลขภาพรวมดูดีกว่าที่คาดไว้ว่า จีดีพีทั้งปีจะอยู่ที่ 1.2-1.4% แต่ผลออกมาโตได้ 2-2.5% รวมครึ่งปีแรกยังขยายตัวได้ 2.4%
อย่างไรก็ตาม มองว่านโยบายที่ภาครัฐออกมาเพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพที่จะสะท้อนสู่ตัวเลขไตรมาส 3 นั้น เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว ยังไม่เห็นนโยบายที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
“การกู้เงินมาแจกเงิน กระตุ้นการท่องเที่ยว มันทำได้ชั่วคราว เพราะหนี้สาธารณะเราสูงมาก ฉะนั้นนโยบายพวกนี้มันจะทำให้ดูดีขึ้นสักพัก แล้วมันก็จะแผ่วไป”
จับตา “Two-Speed Economy”
“บุรินทร์” กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจสองความเร็ว หรือ Two-Speed Economy กล่าวคือ อุตสาหกรรมหนึ่งเติบโตแรง แต่อุตสาหกรรมที่เหลือเติบโตสวนทาง ดังจะเห็นได้จากภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระแสโลก ทั้ง AI และ Data Center ที่เติบโตทั้งภาคการส่งออกและการลงทุน แต่ในขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวกับกระแสดังกล่าวจะเริ่มทรุดและแผ่วหมด
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจที่ขยายตัว แต่ไม่ได้กระจายไปทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาค SMEs ที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก แม้ภาพรวมสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จะขยายตัว แต่เมื่อดูที่ไส้ในจะพบว่า สินเชื่อที่ขยายตัว คือสินเชื่อที่ปล่อยให้บริษัทใหญ่ ในขณะที่บริษัทเล็กยังติดลบ
ส่วนครัวเรือน แม้อัตราเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ราคาสินค้าจะไม่ปรับตัวลดลงทันที และประชาชนยังต้องระมัดระวัง คนตกงานอาจเพิ่มขึ้น กำลังซื้ออาจถดถอย
“ถ้าภาพรวมเป็นแบบนี้ต่อไป ต่อให้ตัวเลขจีดีพีไม่ติดลบ แต่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทำให้ประชาชนไม่กล้าใช้จ่าย และเป็นวัฏจักรที่จะแย่ลงไปเรื่อย ๆ จนยากที่จะแก้”
จี้แก้โครงสร้างเศรษฐกิจ-พลังงาน
ทั้งนี้ “บุรินทร์” กล่าวว่า เรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ คือ ปัญหาประชากรลดลง หนี้ครัวเรือนสูง รวมถึงหาวิธีที่ทำให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น ผู้มีรายได้น้อย หรือธุรกิจ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการแก้ปัญหาระยะยาว ผ่านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ว่าจะทำได้จริงหรือไม่
“หากยังไม่เร่งแก้ปัญหาโครงสร้างพลังงาน ราคาพลังงาน ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ภาคเอกชนได้รับ การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ตั้งเป้าไว้ก็อาจสำเร็จได้ยาก อย่าง Direct PPA ควรจะมีนานแล้ว แต่ก็ยังติดเรื่องกฎหมาย ถ้าเกิดทำได้ ประชาชนจะมีทางเลือก ไม่ต้องซื้อไฟจากภาครัฐ ผมว่าช่วยลดต้นทุนได้เยอะ และเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด จึงอยากฝากรัฐบาลว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญ คือ ถ้ามี Direct PPA และ Third Party Access การซื้อขายไฟตรงได้ น่าจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศได้”
นอกจากนี้ ธุรกิจที่ต้องการพลังงานสะอาด โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ที่ต้องการใช้พลังงานมาก จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่าน แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีการออกนโยบายตรงนี้ให้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์
ตั้งคำถาม Data Center ดีจริง ?
ในอีกด้านหนึ่ง ตัวที่ดันจีดีพีไตรมาส 2 ให้ขยายตัวได้ แม้ได้รับผลกระทบจากพิษวิกฤตพลังงาน คือ “การลงทุนภาคเอกชน” ที่ขยายตัวกว่า 13.4% สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส อันเป็นผลจากการให้แรงจูงใจเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะตัวชูโรงอย่าง Data Center ดังนั้นอีกเรื่องที่จะต้องจับตาต่อจากนี้คือการรักษาโมเมนตัมต่อไปในครึ่งปีหลังด้วย
ซึ่งการเข้ามาลงทุน Data Center ในไทยยังมีดีมานด์สูง เนื่องจากมีเพียงไม่กี่ประเทศที่พร้อมทำ อีกทั้งไทยยังเอื้อต่อนักลงทุนกลุ่มนี้ ผ่านมาตรการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งปัจจุบันยังมีการให้แรงจูงใจกับนักลงทุนต่างชาติอีกด้วย ทว่าก็ยังมีปัจจัยที่น่ากังวลซ่อนอยู่ โดยแม้ว่ารัฐบาลจะต้องการให้เกิดการลงทุนดังกล่าว แต่สังคมยังตั้งคำถามว่าจะสร้างงานได้จริงหรือไม่
“ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มาใช้ทรัพยากรประเทศ เราคิดราคาถูกต้องหรือไม่ ทั้งน้ำ ที่ดิน ระบบไฟฟ้า พร้อมหรือเปล่า หากเข้ามาแย่งทรัพยากรธุรกิจอื่นและประชาชน ก็จะทำให้เป็นปัญหาภายหลัง ผมคิดว่าควรยกเลิกการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะต่อให้ไม่ให้เขาก็อยากมาลงทุนอยู่แล้ว สิ่งที่เราควรให้การสนับสนุนแรงจูงใจต้องเป็นสิ่งที่ต้องแย่งกับประเทศอื่น แต่ดาต้าเซ็นเตอร์นั้นมีแต่คนไม่อยากได้ในตอนนี้”
ดังนั้น รัฐบาลควรคิดนโยบายเพื่อให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ด้วย มิเช่นนั้นจะมีกลุ่มที่เสียประโยชน์มากกว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์ รวมทั้งต้องคำนึงถึงสิ่งที่ประเทศจะได้ประโยชน์จากทรัพยากรที่เสียไป โดยจากข้อมูลหลักฐาน และประสบการณ์จากต่างประเทศ พบว่า การเข้ามาลงทุน Data Center ในช่วงแรก จะทำให้ภาคการก่อสร้างขยายตัวอยู่ราว 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง แล้วจะชะลอลง
“ในต่างประเทศ ต้องใช้เงินเป็นพันล้านบาท เพื่อจ้างงาน 1 ตำแหน่ง กล่าวคือลงทุนสูงไปมากเมื่อเทียบกับการจ้างงาน ต่อให้หลายคนคาดว่า มันน่าจะสร้างงาน แต่ตอนนี้หลักฐานที่เห็นและข้อมูลที่มีมันไม่ได้สะท้อนตรงนั้น เทียบกับภาคบริการและอุตสาหกรรมอื่นที่อาจก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า ดังนั้น รัฐบาลต้องหาทางจัดการ เพราะถ้ามันดีจริงหลายประเทศคงไม่ต่อต้าน ดังนั้น คงต้องคิดเรื่องการตั้งราคาให้ถูกต้องเหมาะสม ไทยจะได้อะไร จะเสียอะไร ไม่ใช่ลดแลกแจกแถมเพื่อให้เขาเข้ามา”
แนะรัฐบาลสนับสนุน “แข่งขันเสรี”
“บุรินทร์” กล่าวว่า มีอีกข้อเสนอ คือ รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เอื้อให้เกิดการแข่งขันเสรีให้หลายธุรกิจ ดึงผู้เล่นรายใหม่ที่มีไอเดียดีเข้ามาลงทุน แต่ตอนนี้เราปกป้องธุรกิจรายใหญ่มากเกินไป ทำให้ธุรกิจรายกลางและรายเล็กเข้ามาไม่ได้ เมื่อไม่มีผู้เล่นหน้าใหม่ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ก็ยิ่งส่งผลให้ไทยแข่งกับต่างประเทศไม่ได้
“มันจะกลายเป็นโมเดลการรับจ้างผลิต ตอนนี้เขาใช้เราเป็นทางผ่าน มันก็สะท้อนว่าการส่งออกดี แต่การผลิตในประเทศไม่ดี และจะมีปัญหาเรื่องการถ่ายลำ (Transshipment) ซึ่งสหรัฐจับตามองเราอยู่ ว่าเราเป็นแค่ทางผ่านของสินค้าจากบางประเทศหรือเปล่า เพราะตัวเลขการส่งออกไม่ได้สะท้อนภาพจริงของเศรษฐกิจไทย”