เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิดมติ กขค. ฟัน “ยักษ์อีคอมเมิร์ซ” ใช้อำนาจตลาดไม่เป็นธรรม? ปมแคมเปญส่งฟรีพิเศษ-คืนคอยน์
Economic เปิดมติ กขค. ฟัน “ยักษ์อีคอมเมิร์ซ” ใช้อำนาจตลาดไม่เป็นธรรม? ปมแคมเปญส่งฟรีพิเศษ-คืนคอยน์
“แอร์เอเชีย” อัดโปรฯ ลดสูงสุด 27% ทุกที่นั่ง ทุกเที่ยวบินฉลองสายการบินราคาประหยัดที่ดีที่สุดในโลก 17 ปีซ้อน
Business “แอร์เอเชีย” อัดโปรฯ ลดสูงสุด 27% ทุกที่นั่ง ทุกเที่ยวบินฉลองสายการบินราคาประหยัดที่ดีที่สุดในโลก 17 ปีซ้อน
“พิพัฒน์” ลั่นแผนย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ได้เห็นในรัฐบาลนี้แน่
Economic “พิพัฒน์” ลั่นแผนย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ได้เห็นในรัฐบาลนี้แน่
“บางกอกแอร์เวย์ส” คว้า 2 รางวัล “สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลก-เอเชีย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10
Business “บางกอกแอร์เวย์ส” คว้า 2 รางวัล “สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลก-เอเชีย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10
รถไฟนำร่องเส้นทาง “แหลมฉบัง–หนองคาย” โมเดลต้นแบบ ดึงเอกชนร่วมเดินรถ
Economic รถไฟนำร่องเส้นทาง “แหลมฉบัง–หนองคาย” โมเดลต้นแบบ ดึงเอกชนร่วมเดินรถ
ตั้งรับดอกเบี้ยสหรัฐ
Finance ตั้งรับดอกเบี้ยสหรัฐ
ฮือฮา “ตระกูลดัง” ขายที่ดินมรดกย่านแจ้งวัฒนะ แปลงใหญ่ สวยที่สุด 6,700 ล้าน
Real Estate ฮือฮา “ตระกูลดัง” ขายที่ดินมรดกย่านแจ้งวัฒนะ แปลงใหญ่ สวยที่สุด 6,700 ล้าน
เปิดวิชั่น ‘นายกบ้านจัดสรร’ มุ่งอสังหาฯรักษ์โลก-จัดระเบียบต่างชาติ
Real Estate เปิดวิชั่น ‘นายกบ้านจัดสรร’ มุ่งอสังหาฯรักษ์โลก-จัดระเบียบต่างชาติ
‘เงาะโรงเรียน GI’ จ.สุราษฎร์ฯ สหกรณ์ปั้นตลาดกระจายผลผลิต
Economic ‘เงาะโรงเรียน GI’ จ.สุราษฎร์ฯ สหกรณ์ปั้นตลาดกระจายผลผลิต
ผีหลงทาง ?
คุยกับเอกราช ผีหลงทาง ?
ดูทั้งหมด

ริชาร์ด เทง ตอบ Stablecoin-Tokenization ไทยมีโอกาสแค่ไหน ?

18 ส.ค. 2569 | 14:53น.

Gen Z ควรลงทุนอะไรในโลกการเงินใหม่ ?  ริชาร์ด เทง ชู Financial Super App ดัน Stablecoin-Tokenization จับตาไทยสู่ Digital Finance Hub

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับ “ริชาร์ด เทง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ร่วม) ของ Binance Global ซึ่งกำลังเปลี่ยนจากแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล – คริปโตเคอร์เรนซีที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดในโลก ไปสู่การเป็น Financial Super App ที่รวบรวมสินทรัพย์การลงทุนหลายประเภทไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่คริปโต หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ETF ไปจนถึงการลงทุนในตลาด Pre-IPO

และอีกหลายมิติ ทั้งมุมมองส่วนตัวต่อการลงทุน รวมถึงทิศทางอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลและโลกการเงินใหม่ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ว่าคริปโตเดินหน้าเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มไปสู่ส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินโลกมากแค่ไหน ? 

ส่วนสำคัญในการพูดคุยครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าเทรนด์ของโลกการเงินในเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่ราคาของ Bitcoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมีการเดินทางมาบรรจบกันระหว่าง Traditional Finance (TradFi) กับ Decentralized Finance (DeFi) โดยมี Stablecoin, Tokenization, AI และ Blockchain มาเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินของทั้งโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

สำหรับประเทศไทย ที่ซีอีโอ Binance มองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ Digital Financial Hub ได้ หากภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลสามารถสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม การคุ้มครองผู้ลงทุน และการกำกับดูแลความเสี่ยง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoin, Tokenization และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล

จาก Crypto Exchange สู่ Financial Super App

ริชาร์ดกล่าวว่า เริ่มแรกเขาเข้ามาวิ่งลู่อยู่ในอุตสาหกรรมคริปโตตั้งแต่ปี 2017 ตลาดในเวลานั้นยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม จำนวนผู้ใช้งานคริปโตทั่วโลกอยู่ในระดับเพียงไม่กี่ล้านคน 

แต่ปัจจุบัน Binance ระบุว่ามีผู้ใช้งานมากกว่า 300 ล้านรายทั่วโลก เห็นได้ชัดว่าคริปโตขยายตัวจากตลาดเฉพาะกลุ่มเข้าสู่ระบบการเงินในวงกว้างมากขึ้น

“คริปโตเปลี่ยนจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลก” นายริชาร์ด เทงกล่าว

ทิศทางของ Binance จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็น Cryptocurrency Exchange แต่มุ่งสู่การเป็น Global Financial Service หรือ Financial Super App ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายผ่านแพลตฟอร์มเดียว

ปัจจุบัน Binance ขยายบริการจากคริปโตไปสู่สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นสหรัฐ หุ้นฮ่องกง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Pre-IPO และ Tokenized Assets โดยแนวคิดสำคัญของการขยายธุรกิจ คือการแก้ปัญหาเรื่อง “Access” หรือการเข้าถึงสินทรัพย์ลงทุน ที่ริชาร์ดมองว่ายังคงเป็นข้อจำกัดของระบบการเงินโลก

เขายกตัวอย่างว่า นักลงทุนจำนวนมากทั่วโลกยังไม่สามารถเข้าถึงหุ้นสหรัฐ หรือสินทรัพย์ก่อนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป หรือ Pre-IPO ได้โดยง่าย 

การนำสินทรัพย์หลากหลายประเภทเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่ Binance ต้องการใช้เพื่อขยายการเข้าถึงโอกาสการลงทุน

และย้ำว่า Binance ไม่ได้ต้องการหยุดอยู่ที่ผลิตภัณฑ์คริปโต แต่จะเดินหน้าเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้ง ETF สินค้าโภคภัณฑ์ การลงทุนในตลาด Pre-IPO และผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบอื่น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถบริหารการลงทุนในสินทรัพย์ทั้งแบบดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัลได้จากแพลตฟอร์มเดียว

เนื่องจากการแข่งขันในตลาดการเงินยุคใหม่อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดซื้อขายคริปโตอีกต่อไป แต่เพราะมันเริ่มขยับไปสู่การแข่งขันในการเป็น “ประตู” ให้ผู้ใช้งานเข้าถึงสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกได้ง่ายขึ้นต่างหาก

ในมุมนี้ Financial Super App จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มสินทรัพย์ให้ซื้อขายจำนวนมากขึ้นในแอปเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานตั้งแต่การเข้าถึงสินทรัพย์ การลงทุน การบริหารพอร์ต ไปจนถึงการทำธุรกรรมอยู่บนโครงสร้างเดียวกันให้มากที่สุด ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ผู้ต้องการเข้าถึงบริการทางการเงินได้รวดเร็วและสะดวกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

ความหวัง Stablecoin ในไทย 

อีกหนึ่งเทรนด์ที่ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ Stablecoin 

เพราะ Stablecoin มีศักยภาพในการเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงิน โดยเฉพาะธุรกรรมระหว่างประเทศ หรือ Cross-border Payment

จุดเด่นสำคัญอยู่ที่ความเร็วและต้นทุนของธุรกรรม เมื่อเปรียบเทียบกับระบบโอนเงินข้ามประเทศแบบดั้งเดิม Stablecoin สามารถโอนสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพที่จะช่วยลดต้นทุนของธุรกรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ Stablecoin ไม่ได้ถูกผลักดันโดยบริษัทคริปโตเพียงอย่างเดียว แต่ทยอยได้รับความสนใจมากขึ้นจากธนาคาร สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการระบบชำระเงินทั่วโลก

เทคโนโลยีที่พัฒนาเร็ววินาทีต่อวินาที ทำให้โลกการเงินจึงเข้าสู่ช่วงที่ Traditional Finance กับ Crypto Finance ทำงานร่วมกันมากขึ้น นั่นทำให้ Stablecoin อาจกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมระบบการเงินสองโลกเข้าด้วยกัน

สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดให้ภาคเอกชนทดสอบ THB Stablecoin ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox เพื่อศึกษาการนำไปใช้ในบริการทางการเงิน เช่น Escrow Payment และการชำระเงินสำหรับสินทรัพย์ที่ถูก Tokenize

ขณะเดียวกัน ธปท. ระบุว่ามีภาคเอกชน 8 รายเคยเข้าร่วมการทดสอบ THB Stablecoin และยังเปิดรับผู้เข้าทดสอบเพิ่มเติม เพื่อศึกษาทั้งประโยชน์ ความเสี่ยง และความเหมาะสมของเทคโนโลยีดังกล่าวต่อระบบการเงิน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. และ ธปท. ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเด็นการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin และการรับมือกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ 

เหล่านี้ทำให้ประเด็น Stablecoin ขยายจากกรอบของนวัตกรรมเฉพาะกลุ่มเข้าสู่ระดับนโยบายและการกำกับดูแลทางการเงินอย่างจริงจัง

ในมุมของตลาดทุน การพัฒนาของ Stablecoin จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่เรื่องของการใช้เป็นสินทรัพย์สำหรับซื้อขาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ในอนาคตเงินดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทในระบบชำระเงิน การโอนเงิน และการทำธุรกรรมทางการเงินในระดับใด

Tokenization ตลาดทุนในอนาคต

นอกจาก Stablecoin แล้ว ริชาร์ดยังมองว่า Tokenization จะเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนระบบการเงินในอนาคต

Tokenization คือการนำสินทรัพย์หรือสิทธิในสินทรัพย์มาแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลบนระบบ Blockchain เพื่อให้สามารถนำไปซื้อขาย โอน หรือกำหนดเงื่อนไขของการทำธุรกรรมได้ในรูปแบบดิจิทัล

ในมุมของ Binance ตลาด Tokenization ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีโอกาสขยายตัวอีกมาก เพราะสินทรัพย์จำนวนมหาศาลในระบบการเงินปัจจุบันยังไม่ได้ถูกนำมาอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานแบบ On-chain

เมื่อสินทรัพย์ถูกนำขึ้นไปอยู่บน Blockchain การซื้อขายสามารถพัฒนาไปสู่รูปแบบ 24 ชั่วโมง 7 วัน หรือ 24/7 Trading ได้ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ตลาดคริปโตคุ้นเคยอยู่แล้ว

แรงผลักดันอีกด้านคือความต้องการซื้อขายนอกเวลาทำการของตลาดแบบดั้งเดิม เพราะแม้ตลาดหุ้นจะปิดทำการ แต่ข่าวสาร เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา

ดังนั้น ระบบการเงินในอนาคตอาจจำเป็นต้องมีโครงสร้างที่สามารถรองรับการบริหารความเสี่ยง การโอนสินทรัพย์ และการซื้อขายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำกัดอยู่เฉพาะช่วงเวลาที่ตลาดเปิดทำการ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นของ Tokenized Assets คือการแยกให้ชัดระหว่าง “โทเค็นที่อ้างอิงสินทรัพย์” กับ “กรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์จริง” เพราะสิทธิของผู้ถือโทเค็นอาจไม่ได้เทียบเท่ากับการถือสินทรัพย์โดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญ และจำเป็นต้องมีกติกาที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ลงทุนเข้าใจว่ากำลังถือสิทธิในรูปแบบใด มีสิทธิอะไร และมีความเสี่ยงจากโครงสร้างของสินทรัพย์อย่างไร

ไทยกับโอกาสขึ้นเป็น Digital Finance Hub

สำหรับประเทศไทย มองว่าไทยมีโอกาสสร้างตำแหน่งของตัวเองในฐานะ Digital Financial Hub หากสามารถออกแบบกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม ขณะเดียวกันต้องรักษามาตรฐานการคุ้มครองผู้ลงทุนและเสถียรภาพของระบบการเงิน

ประเด็นที่ไทยควรให้ความสำคัญในมุมมองของผู้บริหารร่วม Binance ได้แก่ Stablecoin, Crypto, Tokenization รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล

“ประเทศไทยมีทางเลือกที่จะสร้างศูนย์กลางทางการเงินดิจิทัลที่จริงจังได้” 

อย่างไรก็ดี ความท้าทายอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับนวัตกรรมกับการควบคุมความเสี่ยง เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลและ Blockchain สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบการเงิน แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ทั้งด้านการฉ้อโกง การป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ การคุ้มครองผู้บริโภค และเสถียรภาพของระบบ

แนวทางของไทยในปัจจุบัน ทำให้พอมีความหวังของทิศทางดังกล่าว โดย ธปท. ใช้ Regulatory Sandbox เป็นพื้นที่ให้ภาคเอกชนทดลองนวัตกรรมทางการเงินภายใต้กรอบควบคุม ขณะที่ ก.ล.ต. รับผิดชอบการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น โจทย์ของไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงการดึงดูดบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผู้ลงทุนเข้ามาในประเทศ แต่ยังอยู่ที่การสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ทำให้เทคโนโลยีสามารถเติบโตได้ในระยะยาว ขณะที่ผู้ใช้งานและนักลงทุนยังได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม

Binance ไม่โฟกัสเฉพาะส่วนแบ่งตลาด

เมื่อถูกถามถึงแรงกดดันด้านส่วนแบ่งตลาดของ Binance ริชาร์ดไม่ได้ให้น้ำหนักกับตัวเลขดังกล่าวเป็นประเด็นหลัก

เขาระบุว่า สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมากกว่าคือ “ความต้องการของผู้ใช้งาน” และการทำให้ผู้ใช้งานได้รับทั้งความปลอดภัยและประสบการณ์ที่ดี

ในมุมของการแข่งขันในตลาดไม่ควรวัดจาก Market Share เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงความสามารถในการสร้างความไว้วางใจและตอบโจทย์ผู้ใช้งานในระยะยาว

หนึ่งในเครื่องมือที่ Binance ให้ความสำคัญคือ User Protection รวมถึงการเปิดเผย Proof of Reserves เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์สำรองของแพลตฟอร์มได้ตามกลไกที่บริษัทกำหนด

ขณะเดียวกัน ก็มองว่าความแตกต่างของผู้เล่นในตลาดจะไม่ได้อยู่ที่การมีจำนวนเหรียญให้ซื้อขายมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะรวมถึง Liquidity, Access, Product, Compliance และ User Protection ซึ่งทั้งหมดจะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแข่งขันในตลาดการเงินดิจิทัล

Scam ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะโลกคริปโต

อีกประเด็นที่มีความสำคัญมากขึ้น คือความเสี่ยงจาก Scam และ Cybersecurity เขามองว่า การหลอกลวงไม่ได้เป็นปัญหาที่จำกัดอยู่ในตลาดคริปโตเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของระบบการเงินและสังคมดิจิทัลโดยรวม

ยกตัวอย่างกรณีในสิงคโปร์ที่มีการใช้ Deepfake และการแอบอ้างเป็นนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล จนมีผู้เสียหายรายหนึ่งถูกหลอกให้โอนเงินอย่างน้อย 4.9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ 

กรณีดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าความก้าวหน้าของ AI สามารถถูกนำมาใช้ในอาชญากรรมทางการเงินได้เช่นกัน

จึงมองว่า “จุดอ่อน” ของระบบไม่ได้อยู่ที่แพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่พฤติกรรมของผู้ใช้งานด้วย โดยเฉพาะการคลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และการเชื่อบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่

ในฝั่ง Binance บริษัทระบุว่าใช้ระบบตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง รวมถึงการแจ้งเตือนผู้ใช้งานก่อนทำธุรกรรม และทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อช่วยติดตามและระงับเงินที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง

ข้อมูลของ Binance ระบุว่า ในปี 2025 ระบบควบคุมภายในของบริษัทช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจาก Fraud และ Scam ประมาณ 6.69 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้ใช้งาน 5.4 ล้านราย และบริษัทดำเนินการตามคำร้องจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมากกว่า 71,000 ครั้ง

เมื่อการเงินเคลื่อนเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น ความเสี่ยงก็ไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนรูปแบบไปตามเทคโนโลยี ดังนั้นการสร้างความรู้ให้ผู้ใช้งานและการพัฒนาระบบป้องกันภัยจึงเป็นอีกส่วนสำคัญของระบบนิเวศทางการเงินดิจิทัล

AI + Blockchain เปลี่ยน Back Office ธนาคาร

ซีอีโอ Binance ยังมองว่า AI และ Blockchain จะเป็นสองเทคโนโลยีหลักที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการเงินในระยะต่อไป

AI มีจุดแข็งในด้านการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ขณะที่ Blockchain สามารถช่วยสร้างระบบข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และลดการพึ่งพาการบันทึกข้อมูลซ้ำหลายระบบ

ในภาคธนาคาร มองว่า Middle Office และ Back Office ซึ่งมีงานจำนวนมาก เช่น Reconciliation, Clearing และ Settlement มีศักยภาพที่จะถูกออกแบบกระบวนการใหม่ด้วยการใช้ Blockchain และ AI

เมื่อข้อมูลถูกบันทึกบนโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถตรวจสอบได้ และมี AI เข้ามาช่วยประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล กระบวนการบางส่วนอาจสามารถลดขั้นตอน ลดเวลาทำงาน และลดต้นทุนในการดำเนินงาน

ขณะเดียวกัน Binance เองก็เริ่มนำ AI มาใช้งานทั้งในผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้งานและกระบวนการภายในองค์กร โดยเฉพาะ Analytics, Trading Execution, KYC, Compliance และ Fraud Detection

อนาคตจะไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง AI กับมนุษย์ แต่เป็นเรื่องของ “มนุษย์จะใช้ AI อย่างไร” มากกว่า เพราะเทคโนโลยีเดียวกันสามารถถูกนำไปใช้ทั้งเพื่อสร้างประโยชน์และสร้างความเสียหาย

ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นคือการมี Guardrails หรือกรอบควบคุมที่เหมาะสม รวมถึงการใช้ AI เพื่อป้องกันภัยที่เกิดจาก AI เช่น การทำ Penetration Testing และการพัฒนาระบบตรวจจับภัยคุกคามรูปแบบใหม่

Gen Z ควรลงทุนอะไร ?

เมื่อถูกถามว่า หากย้อนกลับไปเป็นคนอายุ 25 ปีและต้องเริ่มลงทุนในวันนี้จะจัดสรรเงินอย่างไร นายริชาร์ด เทงไม่ได้ให้คำแนะนำด้วยการเลือกสินทรัพย์เฉพาะตัว แต่เน้นให้นักลงทุนรู้จัก Risk Appetite หรือระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ก่อน

เขาแนะนำให้สร้าง Portfolio ที่สมดุลและกระจายความเสี่ยง เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละประเภทมีวัฏจักรและระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นายริชาร์ด เทงมองว่าสำคัญกว่าการลงทุนทางการเงินสำหรับคนวัย 25 ปี คือ 

“ลงทุนในตัวเองดีที่สุด”

เขามองว่าโลกเปลี่ยนวิต่อวิ ทั้ง AI, Blockchain และเทคโนโลยีทางการเงิน หากหยุดเรียนรู้ ก็มีโอกาสที่จะตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน

ดังนั้น Knowledge Acquisition หรือการเพิ่มพูนความรู้ การทำความเข้าใจว่าโลกกำลังเคลื่อนไปทางไหน และการพัฒนาทักษะให้ทันต่อเทคโนโลยี จึงเป็นการลงทุนที่สำคัญไม่แพ้การลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน

มุมมองดังกล่าวทำให้การลงทุนสำหรับคนรุ่นใหม่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่คำถามว่า “ซื้ออะไรดี” แต่รวมไปถึงคำถามว่า “จะเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และรับมือกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างไร” เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้และทักษะก็สามารถกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบหนึ่งได้เช่นกัน

ก้าวต่อไปของ Binance

ในภาพใหญ่ Binance กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งการรักษาฐานผู้ใช้งาน การเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การขยายบริการในตลาดที่มีใบอนุญาต และการยกระดับระบบรักษาความปลอดภัย

เขาเปรียบ Binance ในอนาคตว่าเป็นองค์กรที่ต้อง “ทำหลายสิ่งให้ดีพร้อมกัน” หรือมีลักษณะ Ambidextrous โดยความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้บริหารเพียงไม่กี่คน แต่ต้องอาศัยทีมผู้นำในแต่ละภูมิภาคและแต่ละสายงาน

ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดคริปโตที่มีผู้เล่นจำนวนมาก ความได้เปรียบของแพลตฟอร์มจึงไม่ได้อยู่ที่การมีเหรียญให้ซื้อขายมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึง Liquidity, Access, Product, Compliance และ User Protection

สำหรับประเทศไทย โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่าง “นวัตกรรมกับการกำกับดูแล” หากไทยสามารถพัฒนากรอบสำหรับ Stablecoin, Tokenization และ Digital Finance ได้อย่างเหมาะสม พร้อมรักษามาตรฐานการคุ้มครองผู้ใช้และเสถียรภาพระบบการเงิน ก็มีโอกาสที่จะยกระดับบทบาทจากตลาดผู้ใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลไปสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงินดิจิทัลของภูมิภาค

และในมุมของ Binance นี่คือพื้นที่ที่บริษัทกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางของตลาดในระยะต่อไปอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครเป็น “Crypto Exchange” ที่ใหญ่ที่สุด แต่จะวัดกันว่าใครสามารถเชื่อมโลกของ Crypto, Traditional Finance, Stablecoin, Tokenization และ AI เข้าไว้ในโครงสร้างทางการเงินเดียวกันได้มากที่สุด

ท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคริปโตอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของทิศทางระบบการเงินในภาพใหญ่ ตั้งแต่การลงทุน การชำระเงิน การเข้าถึงสินทรัพย์ การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานหลังบ้านของสถาบันการเงิน และหากเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถพัฒนาไปพร้อมกับกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ก็อาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างตลาดการเงินแบบดั้งเดิมกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลบางลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ Binance มองว่าจะเป็นหนึ่งในแกนหลักของระบบการเงินในระยะต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

stablecoin Tokenization คริปโต