มช. กางโรดแมปแผน 14 ชู 6 กลยุทธ์มุ่งนวัตกรรมยั่งยืน
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กางโรดแมปแผนพัฒนาการศึกษาที่ 14 ชู 6 กลยุทธ์ นำนวัตกรรมและงานวิจัยแก้ปัญหาจริงเชิงพื้นที่ ต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับประเทศ เผยผลการดำเนินงานแผนระยะ 13 ก้าวสู่ TOP 50 ของโลก สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 7.4 หมื่นล้านบาท บรรลุเป้าหมายก่อนสิ้นสุดแผน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) แถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดวิสัยทัศน์แผนพัฒนาการศึกษา ระยะที่ 13 (ปีงบประมาณ 2569) ภายใต้วิสัยทัศน์ “มหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม” พร้อมเผยทิศทางอนาคตของแผนพัฒนาการศึกษาระยะที่ 14 (2571-2575) ชูจุดเด่นนวัตกรรมแก้ปัญหาจริงในระดับพื้นที่และต่อยอดสู่ระดับประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ในการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษา ระยะที่ 13 (ปีงบประมาณ 2569) ภายใต้วิสัยทัศน์ “มหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่สามารถบรรลุตัวชี้วัดสำคัญในทุกมิติ
ผลงานที่เด่นชัดสำคัญ ได้แก่ การยอมรับในระดับสากล (THE Impact Rankings) มช. ทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 49 ของโลก จาก 1,646 สถาบันทั่วโลกในปี 2026 (ก้าวกระโดดจากอันดับที่ 74 ในปี 2023) ซึ่งเดิมกำหนดเป้าหมายในแผนพัฒนาระยะ 13 ไว้ว่า จะต้องก้าวสู่ TOP 50 ของโลกภายในปี 2027 แต่ผลการดำเนินงานที่ก้าวกระโดด ส่งผลให้ มช.ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 49 ของโลก
ซึ่งถือเป็นการบรรลุเป้าหมายก่อนสิ้นสุดแผน โดยมีผลงานโดดเด่นในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่ SDG 12 (การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน – อันดับ 86), SDG 7 (พลังงานสะอาด – อันดับ 87) และ SDG 11 (เมืองและชุมชนยั่งยืน – อันดับ 82)

ทั้งนี้ ในภาพรวมการพัฒนาของแผน 13 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Impact) โดยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจรวมสูงถึง 74,062.19 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 60,000 ล้านบาท
แบ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) 69,705.39 ล้านบาท และผลกระทบทางสังคม (Societal Impact) 4,356.81 ล้านบาท ล่าสุด ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพ TQC+ Innovation (Thailand Quality Class Innovation 2023) ที่เป็นเครื่องชี้ที่สำคัญในการบริหารจัดการนวัตกรรมองค์กร
ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ กล่าวต่อว่า ทิศทางพัฒนาการศึกษาระยะที่ 14 (2571-2575) มหาวิทยาลัยจะดึงจุดเด่นในการนำนวัตกรรมและงานวิจัยไปแก้ปัญหาจริงเชิงพื้นที่ ต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับประเทศ เปลี่ยนงานวิจัยสู่การใช้จริง ผ่านโครงการต้นแบบ (CMU Role Models) แก้ปัญหาระดับประเทศ มุ่งสร้าง Real-World Impact หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นได้จริงในวิถีชีวิตประชาชน ผ่านโครงการต้นแบบสำคัญ ๆ
ตัวอย่างเช่น การจัดการวิกฤตฝุ่น PM 2.5 (CMU Clean Air Pathway) ซึ่งบูรณาการการทำงาน 5 ขั้นตอน (เข้าใจปัญหา – ติดตามข้อมูล – พัฒนานวัตกรรม – ขับเคลื่อนนโยบาย – มุ่งสู่ความยั่งยืน) เพื่อแก้วิกฤตสภาพอากาศในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมตั้งเป้าลดยอดจุดความร้อน (Hotspot) จากการเผาในป่าให้ไม่เกิน 5,000 จุด/ปี, ควบคุมวันฝุ่นเกินมาตรฐานไม่เกิน 50 วัน/ปี และลดจำนวนผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ให้ได้มากกว่า 1,000 คน/ปี
หรือโครงการต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ (FLOOD) ขับเคลื่อนระบบการจัดการน้ำเชิงพื้นที่ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, พะเยา) ผ่านโมเดลต้นแบบ “Star Models” ในระดับตำบล เชื่อมโยงสู่แผนแม่บทน้ำแห่งชาติ (Thai Water Plan) เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำและแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ยังมีโครงการการจัดการขยะและสังคมคาร์บอนต่ำ “แม่เหียะโมเดล” ซึ่งเป็นต้นแบบการจัดการขยะอาหารระดับเมืองที่ขยายผลจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชนรอบข้าง อาทิ “ถนนสีเขียวจากขยะพลาสติก” นวัตกรรมรีไซเคิลพลาสติกผสมยางมะตอยเพื่อสร้างถนนคาร์บอนต่ำระดับประเทศ หรือ “โมเดลขยะเป็นพลังงาน” ที่เป็นการยกระดับการจัดการขยะยั่งยืนร่วมกับภาคเอกชนชั้นนำ

ด้านความมั่นคงทางอาหารและเกษตรยั่งยืน มช.ได้พัฒนานวัตกรรมครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า เช่น ฟาร์มโคนมอัจฉริยะ (Smart Dairy Farming), โปรตีนทางเลือกจากแมลงทหารเสือ (Black Soldier Fly) และการส่งเสริม “พันธุ์ข้าวล้านนาโภชนาการสูง” (ก่ำเจ้า มช. 4, ก่ำเจ้า มช. 107, ก่ำดอยสะเก็ด) ที่มีคุณประโยชน์สูง ยกระดับราคาข้าวเกษตรกรจาก 7-12 บาท/กก. เพิ่มเป็น 22-150 บาท/กก. ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ
รวมถึงแพลตฟอร์มผู้ประกอบการยั่งยืน (builds Platform) วางรากฐานบ่มเพาะทักษะผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ให้แก่นักเรียนและนักศึกษา โดยมีโรดแมปขยายเครือข่ายความร่วมมือจากภาคเหนือสู่ระดับประเทศ และเชื่อมโยงระบบนิเวศ (Ecosystem) สู่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศภายในปี 2572

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ กล่าวต่อว่า ก้าวต่อไปในแผน 14 มช. จะมุ่งสู่ “มหาวิทยาลัยนวัตกรรมแบบมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งจากความสำเร็จที่ผ่านมา ได้เตรียมต่อยอดสู่วิสัยทัศน์ในแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะที่ 14 (2571-2575) ให้ครบทุกมิติ ภายใต้แนวคิด “มหาวิทยาลัยที่สร้างนวัตกรรมแบบมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน” (Inclusive Innovation University for Sustainability)
โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2575 ไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ 1.สร้างโมเดลนวัตกรรมแบบมีส่วนร่วมที่เป็นรูปธรรม ขยายผลใช้งานได้จริงทั่วประเทศ 2.สร้างผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment : SROI) ไม่น้อยกว่า 5 เท่า 3.รักษาอันดับสถาบันในระดับสูงสุดของการจัดอันดับ THE Sustainability Impact Ratings
ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินงานในระยะที่ 14 จะขับเคลื่อนผ่าน 6 วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Objectives : SO) ได้แก่ การสร้างนวัตกรรมตอบสนองภาวะโลกร้อน (SO1), สุขภาวะและความมีอายุยืน (SO2), ความมั่นคงทางอาหาร (SO3), เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาล้านนา (SO4), การจัดการศึกษารองรับทักษะอนาคต (SO5) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (SO6) เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิต มช. เป็นผู้มีทั้งความรู้ (Knowledge) ทักษะอนาคต (Future Skills) และสมรรถนะ (Competencies) ที่พร้อมออกไปสร้างคุณค่าและแก้ปัญหาให้แก่สังคมโลกได้อย่างยั่งยืน
