‘ธิปธนาแลนด์’ เมืองแปดริ้ว ปั้นชาใบหม่อนผสมข้าว เจาะกลุ่มเวลเนส
จากใบหม่อนและข้าวในท้องถิ่น สู่ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นแนวคิดของ “ธิปธนาแลนด์” SMEs เมืองแปดริ้ว ที่มุ่งมั่นนำวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนมาแปรรูปสร้างมูลค่า
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นางดลกนก ศิริธนาชินาธิป” ที่ปรึกษาการขายและการตลาด บริษัท ธิปธนาแลนด์ โฮม แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ภายใต้แบรนด์ Tiptana Natural จ.ฉะเชิงเทรา ถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจ และการขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดเวลเนส (Wellness)
นางดลกนกเล่าถึงแนวคิดเริ่มต้นธุรกิจว่า มีความตั้งใจอยากต่อยอดสมุนไพรไทย และต้องการสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน เพราะเดิมจบการศึกษาจากคณะเภสัชศาสตร์ แต่มีประสบการณ์หรือความรู้ทางธุรกิจไม่มากนัก จนได้ศึกษาหาความรู้มาเรื่อย ๆ กระทั่งเห็นว่าที่บ้านเกิดจังหวัดชัยภูมิมีการปลูกหม่อนจำนวนมาก ประกอบกับเห็นประโยชน์ของใบหม่อนจากงานวิจัยต่าง ๆ
จึงนำมาพัฒนาร่วมกับข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคอีสาน และผักเชียงดา นำมาสู่เป็นผลิตภัณฑ์ชาใบหม่อนผสมข้าวและผักเชียงดา “ภายใต้แบรนด์ Tiptana Natural” ชูจุดเด่นเป็นเครื่องดื่มไม่มีคาเฟอีน ไม่เติมน้ำตาล ไม่ใส่สีหรือกลิ่นสังเคราะห์ และเลือกใช้วัตถุดิบจากแปลงเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมี ปัจจุบันก้าวสู่วงการธุรกิจได้เพียง 3 ปี เรียกได้ว่าเป็นมือใหม่มาก
ปัจจุบันมีสำนักงานตั้งอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา และมีแหล่งปลูกใบหม่อนในเครือข่ายรวม 3-4 ไร่ ในจังหวัดชัยภูมิและขอนแก่น ส่วนหนึ่งเป็นเครือญาติที่ร่วมผลิตวัตถุดิบ ขณะที่ผักเชียงดาจัดหาจากแหล่งอื่น ทั้งหมดล้วนเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมี ขณะที่โรงงานแปรรูปอยู่ในจังหวัดขอนแก่น
แม้ช่วงเริ่มต้นบริษัทผลิตชากันภายในครัวเรือน ตั้งแต่การคั่วใบหม่อนไปจนถึงการบรรจุซอง ก่อนปรับมาใช้โรงงานรับจ้างผลิต (OEM) ในจังหวัดขอนแก่น เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและให้ความสำคัญกับการทำตลาดมากขึ้น ช่วยให้สามารถขยายตลาดและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้รวดเร็วกว่าการลงทุนสร้างโรงงานและทำตลาดไปพร้อมกัน โดยผลิตภัณฑ์จำหน่ายในรูปแบบกล่องบรรจุ 30 ซอง มียอดขายเฉลี่ยหลายหมื่นบาทต่อเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการขาย
นางดลกนกกล่าวต่อว่า ช่องทางจำหน่ายหลักในปัจจุบันเป็นการออกบูทและช่องทางออนไลน์ ส่วนแผนธุรกิจในอนาคตต้องการผลักดันแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยมองว่าวัตถุดิบไทยสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แนวโน้มการบริโภคเพื่อสุขภาพได้ นอกจากผลิตภัณฑ์ชาแล้วยังมีแผนพัฒนาสินค้าจากสมุนไพรในครัวเรือน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ และขมิ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มอโรม่า เพื่อเพิ่มความหลากหลายและต่อยอดมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตร
ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเข้าร่วมงานแสดงสินค้า รู้สึกดีใจที่มีโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายใหญ่ได้รู้จัก โดยคาดหวังว่าธุรกิจเล็ก ๆ นี้จะได้รับความสนใจจากธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเวลเนส (Wellness) ที่มองหาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพไปต่อยอดเข้าสู่ตลาดเวลเนสในอนาคต
นางดลกนกกล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ ที่มีความฝันแต่มีข้อจำกัดการขยายโอกาสทางธุรกิจ ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนด้านเงินทุนและเพิ่มช่องทางจำหน่าย ตลอดจนเปิดโอกาสให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขวางขึ้น พร้อมสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่เกษตรกรในท้องถิ่น
