ข้าวไทยต้องเปลี่ยนเกม! พาณิชย์ดัน New Rice Economy ใช้ AI-Big Data ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ชาวนา
กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ายกเครื่องข้าวไทยทั้งระบบ ภายใต้แนวคิด “New Rice Economy” เชื่อมเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน สร้างข้าวมูลค่าสูง และขยายตลาด ควบคู่ Sandbox ข้าวไทยและการใช้ Big Data-AI วางแผนผลิตถึงตลาด หลังผลผลิตเฉลี่ยไทยอยู่ที่ 456 กก./ไร่ ขณะที่ข้าวขาว 5% ไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่งสำคัญ พร้อมเดินหน้ามาตรการดูแลเสถียรภาพราคาและรายได้ชาวนา 4.6 ล้านครัวเรือน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ข้าวเป็นสินค้าเกษตรยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร การส่งออก และรายได้เกษตรกร โดยการพัฒนาข้าวไทยในระยะต่อไปต้องไม่มุ่งเพียงเพิ่มปริมาณส่งออก แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และทำให้ชาวนาได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
ปัจจุบันมีครัวเรือนผู้ปลูกข้าวประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 3.1 ล้านครัวเรือน ภาคเหนือ 1.04 ล้านครัวเรือน ภาคกลาง 410,000 ครัวเรือน และภาคใต้ 58,000 ครัวเรือน
ไทยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวรวม 73.82 ล้านไร่ แบ่งเป็นนาปี 61.18 ล้านไร่ และนาปรัง 12.64 ล้านไร่ ขณะที่ตลาดข้าวสารบรรจุถุงมีมูลค่าประมาณ 66,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ไทยยังมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวพื้นเมือง ไปจนถึงข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ซึ่งปัจจุบันมี 24 รายการ ครอบคลุม 30 จังหวัด
นายพูนพงษ์กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้เกษตรกรผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ได้รับราคาที่เหมาะสม และมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพตลาดในระยะสั้นและสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ปัจจุบันผลผลิตข้าวเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 456 กิโลกรัมต่อไร่ เทียบกับจีน 1,146 กิโลกรัมต่อไร่ เวียดนาม 979 กิโลกรัมต่อไร่ และอินเดีย 704 กิโลกรัมต่อไร่ โดยความแตกต่างส่วนหนึ่งมาจากพันธุ์ข้าว ระบบชลประทาน และสภาพพื้นที่
ขณะที่ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยในเดือนตุลาคม 2569 สูงกว่าอินเดียประมาณ 21% และสูงกว่าเวียดนามและปากีสถานประมาณ 12% สะท้อนโจทย์สำคัญด้านประสิทธิภาพและต้นทุนการผลิต
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเตรียมดำเนินโครงการ Sandbox ข้าวไทย บนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ใช้พันธุ์ข้าวผลผลิตสูง กข113 และ กข85 ควบคู่การส่งเสริมข้าวคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ และการจัดการน้ำ
ภายใต้สภาพการผลิตที่เหมาะสม คาดว่าพันธุ์ข้าวดังกล่าวมีศักยภาพให้ผลผลิตประมาณ 1.4-1.5 ตันต่อไร่ โดยจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและรายได้ที่เกษตรกรได้รับ
ด้านตลาดส่งออก แม้ไทยเผชิญการแข่งขันจากการกลับมาส่งออกของอินเดีย การส่งเสริมการผลิตข้าวของอินโดนีเซีย ตลอดจนความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโลจิสติกส์ แต่กรมการค้าต่างประเทศยังเดินหน้าขยายตลาดร่วมกับภาคเอกชน
ช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 ไทยส่งออกข้าว 4.99 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 94,900 ล้านบาท โดยตลาดที่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น 262% และมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 155%
ตลาดเอเชียโดยรวมมีปริมาณส่งออก 1.71 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.25% ขณะที่ตลาดแอฟริกา เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพิ่มขึ้น 63.81% และโมซัมบิก เพิ่มขึ้น 2.2%
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการรักษาเสถียรภาพและยกระดับข้าวปีการผลิต 2569/70 ภายใต้แนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” หรือ New Rice Economy
มาตรการระยะสั้นประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก และโครงการดูดซับข้าวเปลือก เพื่อช่วยรักษาสมดุลตลาดและเสถียรภาพราคา
ส่วนมาตรการระยะยาวคือโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร หรือ “ข้าวประณีต ระยะที่ 2” เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มมูลค่าข้าวไทย
ด้านนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า ทิศทางข้าวไทยในระยะต่อไปต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตควบคู่กับการสร้างมูลค่า โดยใช้จุดแข็งด้านคุณภาพ ความหลากหลาย และอัตลักษณ์ของข้าวไทย
พร้อมส่งเสริมข้าวมูลค่าสูง เช่น ข้าวรักษ์โลก ข้าวเพื่อสุขภาพ และข้าวอัตลักษณ์ ผ่านแนวทาง “ข้าวประณีต” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่พันธุ์ การผลิต การสีและแปรรูป มาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ แบรนด์ และการตลาด
แนวทางดังกล่าวจะต่อยอดไปสู่ New Rice Economy ที่ใช้ความต้องการของตลาดนำการผลิต และพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เช่น อาหารพร้อมรับประทาน ขนม เครื่องดื่ม และส่วนผสมอาหารมูลค่าสูง
ขณะเดียวกัน การใช้ Big Data และ AI จะช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์พื้นที่ปลูก ปริมาณผลผลิต ช่วงเก็บเกี่ยว และแนวโน้มราคา เพื่อให้สามารถวางแผนรวบรวม เก็บรักษา แปรรูป และจัดหาตลาดล่วงหน้าได้แม่นยำขึ้น
นายวิทยากร มณีเนตร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างเร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร โดยบูรณาการหน่วยงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และกำหนดให้ข้าวเป็นหนึ่งในสินค้านำร่อง
เป้าหมายคือเพิ่มผลิตภาพและความมั่นคงของการผลิตอาหาร ลดการสูญเสีย ยกระดับคุณภาพมาตรฐาน เชื่อมโยงตลาด และผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาหารของภูมิภาคและโลก
ด้านร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงได้สั่งการสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ที่ผลผลิตข้าวนาปีกำลังออกสู่ตลาด ให้ติดตามราคาและปริมาณทุกวัน
พร้อมกำชับสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดตรวจสอบจุดรับซื้อ ทั้งการแสดงราคารับซื้อ การหักความชื้น การหักสิ่งเจือปน และการใช้เครื่องชั่งและเครื่องวัดความชื้นที่ผ่านการรับรอง เพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับคุณภาพผลผลิต