สรุปเงื่อนไข-ขั้นตอนรับ 50,000 บาท “โซลาร์ภาคประชาชน” โครงการนี้เหมาะกับใครบ้าง?
สรุปทุกประเด็น “โซลาร์ภาคประชาชน” ดีเดย์พฤศจิกายนนี้ พร้อมเปิดเงื่อนไข ขั้นตอนเงินอุดหนุน 50,000 บาท รูปแบบติดตั้ง และความคุ้มค่าที่ต้องรู้
เตรียมคิกออฟอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับมาตรการกระตุ้นพลังงานสะอาครั้งใหญ่ของประเทศ ในโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน“ ที่ตั้งเป้าติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปให้ครบ 1 ล้านครัวเรือน โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอวงเงินงบประมาณ 50,000 ล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 นี้ เพื่ออุดหนุนหลังคาเรือนละ 50,000 บาท พร้อมเตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านการไฟฟ้าฯ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
เพื่อความชัดเจนและรอบด้าน “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมรายละเอียด เงื่อนไข คุณสมบัติ ขั้นตอนการดำเนินงาน และเปรียบเทียบความคุ้มค่ามาไว้ในบทความ ดังนี้
1. เงื่อนไขและคุณสมบัติสำคัญของผู้เข้าร่วมโครงการ
สิทธิการลงทะเบียน: กำหนดให้ผู้เข้าร่วมต้องเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า โดยใช้หลักเกณฑ์ 1 คน ต่อ 1 สิทธิ
มาตรการป้องกันการทุจริต: ภาครัฐจะอนุมัติและจ่ายเงินอุดหนุน 50,000 บาท ก็ต่อเมื่อการไฟฟ้าฯ (กฟน. หรือ กฟภ.) เข้าไปตรวจสอบและดำเนินการเชื่อมต่อระบบเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
ทางเลือกสำหรับผู้ไม่มีเงินก้อน:
-ภาครัฐได้ดึง 3 สถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธอส. และ ธ.ก.ส. เข้ามาปล่อยสินเชื่อพิเศษสำหรับเป็นเงินลงทุนติดตั้งก่อน ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2.5% นาน 7 ปี
-มีแนวทางให้การไฟฟ้าฯ รับซื้อไฟฟ้าแล้วนำรายได้ส่วนนั้นมาหักชำระหนี้คืนสถาบันการเงินอัตโนมัติ ช่วยลดภาระทำให้ประชาชนแทบไม่ต้องควักเงินก้อนลงทุนเอง
2. โครงสร้างต้นทุนและการจ่ายเงินอุดหนุน 50,000 บาท
ตัวอย่างการคำนวณค่าใช้จ่าย:
-หากติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาดมาตรฐาน 5 กิโลวัตต์ จะมีค่าใช้จ่ายเบื้องต้นประมาณ 140,000 บาท
-เมื่อหักเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 50,000 บาท จะทำให้ประชาชนมีภาระเงินลงทุนส่วนที่เหลือเพียง 90,000 บาท เท่านั้น (ซึ่งสามารถเลือกใช้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจาก 3 ธนาคารรัฐมารองรับได้)
- การจ่ายเงินอุดหนุน: ในส่วนของเงินอุดหนุน 50,000 บาท ภาครัฐจะทำการโอนจ่ายให้กับ ผู้ประกอบการที่รับงานติดตั้งโดยตรง หลังจากระบบติดตั้งเสร็จสิ้นและผ่านการตรวจสอบอนุมัติการเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ (COD) จากการไฟฟ้าฯ
3. ขั้นตอนการลงทะเบียนผ่านศูนย์ One Stop Service
การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เตรียมเปิดระบบบริการเพื่ออำนวยความสะดวกแบบครบวงจร
- ศูนย์บริการ One Stop Service: ประชาชนสามารถเข้าไปลงทะเบียน กรอกข้อมูล และดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดผ่านระบบออนไลน์หรือจุดบริการของการไฟฟ้าฯ ได้ในรูปแบบเดียวกัน
- การเลือกผู้ประกอบการ (Vendor): มีผู้ประกอบการที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับ กฟภ. และ กฟน. เข้าร่วมเป็นพันธมิตรนับพันราย โดยผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องมีความรู้และชำนาญเพื่อให้การติดตั้งได้มาตรฐานความปลอดภัย
- การบริหารจัดการคิวและระยะเวลา: เพื่อแก้ปัญหาการรอคิวติดตั้งนาน ทาง กฟภ. ได้จัดระบบพิจารณาศักยภาพผู้ประกอบการแต่ละรายเพื่อควบคุมปริมาณงานไม่ให้เกินกำลัง และตั้งเป้าว่าหากติดตั้งเสร็จและครบถ้วนตามเงื่อนไข จะสามารถเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายใน 30 วัน
4. การจัดการระบบโครงข่ายและมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter)
- การเปลี่ยน Smart Meter: การไฟฟ้าฯ จะเป็นผู้ดำเนินการเปลี่ยนระบบมิเตอร์จานหมุนเดิมให้เป็น มิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) ให้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากระบบโซลาร์เซลล์ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้า-ออกได้สองทิศทาง อุปกรณ์นี้จึงจำเป็นต้องใช้ในการตรวจวัดและบันทึกข้อมูลการใช้ไฟ ซึ่งข้อมูลจะเชื่อมโยงกับการลงทะเบียนของประชาชนโดยตรง
- การรองรับระบบไฟฟ้า: การไฟฟ้าฯ จะเตรียมแพลตฟอร์ม Energy Trading สำหรับอนาคต และมีการประเมินปรับปรุงขนาดหม้อแปลงหรือระบบจำหน่ายในพื้นที่ เพื่อป้องกันปัญหาแรงดันไฟฟ้าเกินและรักษาความปลอดภัยแก่เครื่องใช้ไฟฟ้าของประชาชน
5. ความคุ้มค่าโครงการนี้ “เหมาะกับใคร” ?
จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและโครงสร้างราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินภายใต้โครงการ
เหมาะที่สุดสำหรับ “บ้านที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันมาก”: เช่น บ้านที่มีผู้สูงอายุหรือสมาชิกครอบครัวอยู่บ้านตอนกลางวัน, คนที่ทำงานแบบ Work from Home หรือธุรกิจขนาดย่อมที่เปิดแอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าในเวลากลางวัน บ้านกลุ่มนี้จะสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้ทดแทนการซื้อไฟจากระบบได้โดยตรง ช่วยลดค่าไฟได้มหาศาลและมีโอกาสคืนทุนเร็วที่สุด
ข้อควรพิจารณาเรื่องการขายไฟ: อัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบกำหนดไว้ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย ดังนั้น สำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันน้อย และมีปริมาณไฟเหลือส่งกลับเข้าระบบเป็นจำนวนมาก จะต้องนำต้นทุนค่าติดตั้ง ปริมาณการใช้ไฟจริง และรายได้จากการขายไฟมาคำนวณความคุ้มค่าในระยะยาวประกอบกันอย่างรอบคอบ
6. มาตรการสนับสนุนเสริมจากภาคเอกชนและภาครัฐ
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: นอกเหนือจากเงินอุดหนุน 50,000 บาทแล้ว ยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูงสุด 200,000 บาท (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่มีนาคม 2569) ซึ่งช่วยกระตุ้นตลาดและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้มีรายได้ในระบบภาษี
- ความพร้อมของผู้ให้บริการ: ผู้ประกอบการในตลาด เช่น EnergyLIB ประเมินว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้ตลาดโซลาร์ภาคครัวเรือนขยายตัวจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงไปสู่ตลาดวงกว้าง พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมด้านแพ็กเกจ ทีมช่าง และบริการหลังการขายเพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตขึ้น