กกร.ขยับ GDP ปี’69 โต 2.1-2.5% จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม ดึงเอกชนนั่ง กนช.
กกร.ปรับกรอบเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็นโต 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% พร้อมขยับส่งออกเป็น 12-16% มองเศรษฐกิจไทยต้องเร่งยกระดับให้โตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี ขณะเดียวกันเตือนภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” หลังรัฐต้องใช้งบฯเยียวยาเฉลี่ยปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท เตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เสนอให้ภาคเอกชนร่วม กนช.-อนุกรรมการบริหารน้ำ พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจประเมินผลกระทบน้ำท่วมและเร่งฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ภาครัฐและภาคเอกชนมีทิศทางสอดคล้องกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมายขยายตัว 5.5% ซึ่งสอดรับกับ 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand และข้อเสนอของธนาคารโลก
กกร.พร้อมร่วมขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ใน 3 ระยะ ได้แก่ “Stabilize Today” แก้ปัญหาเร่งด่วนและปลดล็อกอุปสรรค “Transition Now” เร่งการปรับตัวสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ และ “Invest for Tomorrow” ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
สำหรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 กกร.ปรับประมาณการ GDP เป็นขยายตัว 2.1-2.5% จากกรอบเดิมช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ที่ 1.6-2.0% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 12-16% จากเดิม 8-10% ส่วนเงินเฟ้อยังคงกรอบเดิมที่ 2.5-3.0%
| เครื่องชี้เศรษฐกิจ | ปี 2568 | ปี 2569 กรอบเดิม มิ.ย.-ส.ค. | ปี 2569 กรอบ ก.ย.-ต.ค. |
|---|---|---|---|
| GDP | 2.4% | 1.6-2.0% | 2.1-2.5% |
| ส่งออก | 12.9% | 8.0-10.0% | 12.0-16.0% |
| เงินเฟ้อ | -0.1% | 2.5-3.0% | 2.5-3.0% |
ขณะเดียวกัน กกร.มองว่าการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะมีผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารจากทั่วโลกกว่า 15,000 คนเข้าร่วม ถือเป็นโอกาสสำคัญต่อเนื่องจาก Bangkok Business Summit 2026 ในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางใหม่ของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงตลาดและเครือข่ายระดับโลก ก่อนประเทศไทยก้าวสู่บทบาทประธานอาเซียนในปี 2028
นายพจน์กล่าวว่า ประเด็นที่หารือในเวทีดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับทิศทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ นโยบายภาครัฐ และคุณภาพชีวิตประชาชน จึงเป็นวาระที่ภาคธุรกิจและคนไทยควรติดตาม พร้อมร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีและนำเสนอศักยภาพของประเทศสู่ประชาคมโลก
ด้านปัจจัยเสี่ยงภายนอก กกร.ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูง แม้อุปทานจากตะวันออกกลางจะกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์เพิ่มจาก 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกันยายน เป็น 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความเปราะบางของสถานการณ์ตะวันออกกลางและระดับน้ำมันสำรองที่ยังต่ำ
ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะ 30 ปี แตะระดับ 5% สูงสุดในรอบ 20 ปี จากความกังวลต่อฐานะการคลังสหรัฐและการเร่งระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของหลายประเทศ รวมถึงไทย ปรับเพิ่มขึ้นในเดือนกันยายน กระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินบาท
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม กกร.เห็นว่าภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมา ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเฉลี่ย 50,000-60,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
น้ำท่วมครั้งล่าสุดส่งผลกระทบต่อประชาชน ธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ภาคเกษตร และการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเชนในภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ และยังเพิ่มภาระหนี้ รวมทั้งกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน
กกร.เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยต้องเปลี่ยนจากการเยียวยาหลังเกิดเหตุมาเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Resilience
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning ในระดับพื้นที่ให้รวดเร็ว แม่นยำ และมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเตรียมรับมือได้ทัน พร้อมยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำตั้งแต่การกักเก็บ ส่ง และระบายน้ำ การจัดเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลาก ตลอดจนการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ต้องบูรณาการผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับทิศทางการไหลของน้ำและความเสี่ยงจากอุทกภัย รักษาทางน้ำและพื้นที่รับน้ำ รวมทั้งพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รักษาความต่อเนื่องของการผลิต และฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน
กกร.ยังเรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาการขนส่งสินค้าทางอากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากการขนส่งสินค้าทางอากาศมีมูลค่าประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือราว 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ขณะที่สนามบินยังประสบปัญหาความแออัด และสถานการณ์อุทกภัยยิ่งทำให้เที่ยวบินล่าช้าหรือถูกยกเลิก รวมถึงเกิดปัญหาผู้โดยสารและสัมภาระตกค้าง
กกร.มองว่าปัญหาดังกล่าวอาจกระทบความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ประเทศ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี และช่วงที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 จึงต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินทางและบริการกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ทั้งนี้ กกร.เตรียมจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้ภาครัฐเร่งพิจารณาแนวทางเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย พร้อมเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำ 3 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำคัญ คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และคณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์นวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
พร้อมกันนี้ กกร.มีมติจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัยและจัดทำข้อเสนอในการเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู ตลอดจนจัดทำแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และเร่งฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

