PDP 2026 ต่ออายุโรงไฟฟ้า 7 ปี เสริมมั่นคงช่วงรอยต่อก่อนโหมเพิ่ม RE
ร่าง PDP 2026 จ่อเปิดทางต่ออายุโรงไฟฟ้าเก่าไปอีก 7 ปี หลังเอกชนชงกระทรวงพลังงานคั่นกลาง ระหว่างรอกำลังผลิตใหม่และพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบเต็มรูปแบบ หวั่นโรงไฟฟ้าเดิมทยอยหมดสัญญาแต่โรงใหม่สร้างไม่ทันรับดีมานด์ Data Center ขณะที่ สนพ.ย้ำไม่ต่ออายุทุกโรง เลือกเฉพาะโรงที่จำเป็น เช่น ในพื้นที่ EEC ก่อน จับตา GPSC ลุ้น Glow IPP 713 เมก BGRIM เสนอ 22 โรง IPP-SPP รวม 3,000 เมก บ้านปูเหลือ BLCP 1,434 MW ลุ้นต่อสัญญาหลังหมดปี 2575 จับตา RATCH เข้าเกณฑ์โรงก๊าซ IPP
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 8-15 กันยายน 2569 ว่า หนึ่งในข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชน คือ การพิจารณาต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าเดิมที่ทยอยหมดอายุ
โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติประเภทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบในช่วงเปลี่ยนผ่าน แม้ PDP 2026 จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน (RE)ไว้มาก แต่การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซแบบ Combined Cycle Gas Turbine (CCGT) ยังต้องใช้เวลาหลายปี ยิ่งในช่วงที่ Data Center และอุตสาหกรรมใหม่กำลังเข้ามาลงทุนในไทย
ขณะที่กำลังการผลิตใหม่อาจเข้ามาไม่ทันความต้องการ อย่างไรก็ตาม การต่ออายุโรงไฟฟ้าต้องพิจารณาเป็นรายโครงการ โดยดูทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้า ความมั่นคงของระบบ ประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า และตำแหน่งที่ตั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
แหล่งข่าวจากบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC กล่าวว่า สำหรับ GPSC มีโรงไฟฟ้าบางส่วนที่อยู่ในกลุ่มที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Glow IPP กำลังผลิต 713 เมกะวัตต์ ซึ่งจะครบอายุสัญญาประมาณปี 2571 และมีแนวโน้มที่จะได้รับการพิจารณาต่ออายุภายใต้แนวทางของแผนใหม่ ขณะเดียวกัน GPSC ยังมีโรงไฟฟ้าอีกส่วนหนึ่งที่ต้องพิจารณาแยกออกจาก Glow IPP ก็คือ Glow SPP11 กำลังผลิต 150 เมกะวัตต์
ซึ่งโรงไฟฟ้าดังกล่าวเพิ่งครบสัญญาไปแล้ว ดังนั้นหากไม่ได้รับการต่ออายุบริษัทก็มีทางเลือกในการนำกำลังผลิตและพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะการพัฒนาเป็นระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center เป็นการบริหารสินทรัพย์ให้สอดรับกับโครงสร้างความต้องการไฟฟ้าที่กำลังเปลี่ยนแปลง
สำหรับราคาค่าไฟฟ้าหลังการต่ออายุ เบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม แต่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนเตรียมการและยังไม่มีการหารือรายละเอียดอย่างเป็นทางการ ส่วนระยะเวลาของการต่ออายุ คาดว่าระยะเวลาที่เหมาะสม คุ้มค่าต่อการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์ คือ 7 ปี เหตุผลสำคัญของการรักษาโรงไฟฟ้าเดิมไว้ในระบบ คือ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ซึ่งไฟฟ้าจากโซลาร์มีลักษณะการผลิตที่เปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 25,000 เมกะวัตต์ หากมีไฟฟ้าจากโซลาร์เข้าระบบในช่วงกลางวันประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ก็จะทำให้กำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าประเภทอื่นต้องลดลงตามไปด้วย แต่เมื่อไม่มีแสงแดด ระบบยังต้องมีกำลังผลิตที่สามารถกลับเข้ามารองรับความต้องการได้ ดังนั้นการมีโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่องจึงยังมีความจำเป็น แม้ในช่วงกลางวันจะมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามาแทนที่ก็ตาม
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่เสนอให้พิจารณาต่ออายุประมาณ 22 แห่ง กำลังผลิตรวมประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ทั้งในส่วนของ IPP และ SPP หากได้รับการบรรจุไว้ในแผน PDP ฉบับใหม่ จะช่วยให้ประเทศใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วได้ต่อเนื่อง และลดแรงกดดันจากการต้องจัดหาโรงไฟฟ้าใหม่ในระยะสั้น
นายกิรณ ลิมปพยอม ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากมีการต่ออายุโรงไฟฟ้าตามแนวทางใหม่นี้ ทางบ้านปูจะยื่นขอต่ออายุโรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP แห่งเดียว ขนาด 1,434 MW ที่จะหมดอายุในปี 2575 เพราะต้องการรักษาเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center
นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างประเมินแนวทางบริหารสินทรัพย์และโอกาสต่ออายุโรงไฟฟ้าเก่า สำหรับโรงไฟฟ้าของราชกรุ๊ปที่อาจได้รับการพิจารณา คือ โรงไฟฟ้าราชบุรี พลังความร้อน หน่วยที่ 1-2 กำลังผลิตรวม 1,400 เมกะวัตต์ ซึ่งสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสิ้นสุดแล้ว และโรงไฟฟ้าราชบุรี พลังความร้อนร่วม ชุดที่ 1-3 กำลังผลิตรวมประมาณ 2,100 เมกะวัตต์ ที่จะทยอยครบอายุสัญญาในปี 2570 รวมกำลังผลิตประมาณ 3,500 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกัน แผน PDP 2026 ยังจับตาโรงไฟฟ้าเก่าหลายแห่งที่จะทยอยหมดอายุและปลดออกจากระบบ เช่น โรงไฟฟ้าน้ำพอง โรงไฟฟ้าราชบุรี โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้ากัลฟ์ โรงไฟฟ้าโกลว์ โรงไฟฟ้ากระบี่ โรงไฟฟ้าจะนะ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โดยการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับความจำเป็นของระบบ ต้นทุนการผลิต และความมั่นคงด้านไฟฟ้าในแต่ละช่วง