เอกนิติไม่ล้มรถเก่าแลกรถใหม่ ลดเงินดาวน์ ‘แท็กซี่-มอไซค์’ อีวี
“เอกนิติ” เดินหน้าโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” มอบปลัดคลังดูรายละเอียด เน้นกลุ่มรถแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์ เปลี่ยนเป็นรถอีวี-ไฮบริด ผลิตในประเทศ วงในเผยเล็งช่วย “ลดเงินดาวน์” ตามแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ภายใต้เงินกู้ 2 แสนล้าน พร้อมกันนี้ขุนคลังสั่งเร่งปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถนำเข้า แก้ปัญหาแข่งขันไม่เป็นธรรม กลุ่มลงทุนตั้งฐานผลิตในไทย คาดชัดเจนภายใน ก.ย.นี้ หวังดึง “โตโยต้า” ไม่ย้ายฐาน
เดินต่อ “รถเก่าแลกรถใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลเตรียมเดินหน้านโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาท โดยหนึ่งในโครงการที่เคยหยิบยกขึ้นมาก่อนหน้านี้คือมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” แต่ได้มีการปรับแผนไม่ได้เปิดโครงการสำหรับประชาชนทั่วไป แต่จะมุ่งเน้นมาที่กลุ่มรถสาธารณะและรถจักรยานยนต์
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะที่ได้มอบหมายให้นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังพิจารณาโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ซึ่งขณะนี้รายละเอียดยังไม่ชัดเจน ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ปลัดคลังกำลังพิจารณา
พุ่งเป้า “แท็กซี่-มอเตอร์ไซค์”
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่นั้นยังอยู่ระหว่างหาข้อสรุปให้ชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาประเด็นเรื่องการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วที่ต้องหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดีตอนนี้มีแนวทางว่าโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” จะดำเนินการโดยเน้นที่รถขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถตู้ รถแท็กซี่ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของรถจักรยานยนต์ด้วย โดยส่วนของรถเมล์ รถตู้ จะเป็นโครงการของกระทรวงคมนาคมที่จะเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า
สำหรับรถแท็กซี่และรถมอเตอร์ไซค์ กระทรวงการคลังจะมีโครงการช่วยเหลือผ่านสถาบันการเงินที่ให้บริการปล่อยสินเชื่อซื้อรถ ทำได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.ช่วยเหลือด้วยการช่วยลดเงินต้นซึ่งจะทำให้ภาระการผ่อนต่อเดือนลดลง 2.การช่วยเหลือผ่านการลดเงินดาวน์ ที่ผู้ซื้อรถจะจ่ายเงินดาวน์น้อยลง และ 3.การช่วยเหลือลดภาระไฟแนนซ์ ที่จะช่วยลดดอกเบี้ยทำให้เงินผ่อนต่องวดลดลง
“มาตรการอุดหนุนทำได้ทั้ง 3 รูปแบบ แต่เบื้องต้นคาดว่าอาจช่วยส่วนลดเงินดาวน์ อย่างไรก็ดีต้องรอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ที่ปลัดคลังเป็นประธานเคาะ คาดว่าจะมีการประชุมในเร็ว ๆ นี้ จากนั้นก็เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติใช้เงินกู้ส่วนที่เป็นแผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มีวงเงินรวม 200,000 ล้านบาทมาดำเนินการต่อไป โดยโครงการนี้ต้องเห็นผลชัดเจนว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่าไหร่ เพื่อเป็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจริง ๆ” แหล่งข่าวกล่าว
จีน-ญี่ปุ่นเข้าร่วมได้หมด
แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนมีอยู่เกือบ 3 หมื่นคัน ทั้งที่อยู่กับสหกรณ์และแท็กซี่ส่วนบุคคล ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นรถอีวี หรือรถไฮบริดก็ได้ ซึ่งคงต้องมีการเจรจากับค่ายรถต่าง ๆ ให้ช่วยลดราคาด้วย เพื่อให้คนขับแท็กซี่ที่เช่ารถขับจ่ายค่าเช่าในราคาถูกลงได้ด้วย
“โปรเจ็กต์นี้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศจะสามารถเข้ามาร่วมได้หมด ทั้งค่ายอีวีจีนและค่ายญี่ปุ่นที่ทำรถไฮบริด” แหล่งข่าวกล่าว
ขึ้นภาษี “รถ” นำเข้า ก.ย.นี้
นอกจากนี้นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้ให้ปลัดกระทรวงการคลัง และนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต พิจารณาปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์บางรายการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตในประเทศ โดยแก้กฎกระทรวง ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ทำให้ผู้ใช้รถนำเข้าต้องจ่ายแพงกว่า พร้อมกันนี้คาดว่าอาจทำให้กระทรวงการคลังจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น โดยสั่งการให้เร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้
พร้อมยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นข้อกังวลของกระทรวงการคลังมาตลอด เนื่องจากสภาพการณ์ของโลกที่มีการแข่งขันทางการค้าและการกีดกันทางการค้า โดยไทยมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) อยู่กับหลายประเทศ ทำให้ไม่สามารถจัดเก็บภาษีนำเข้าได้เท่าประเทศอื่นที่ไม่มี FTA และไม่สามารถขึ้นภาษีนำเข้าเหมือนอย่างที่สหรัฐทำได้
“เรามีอีกเครื่องมือคือภาษีสรรพสามิต จึงคิดว่าแม้ภาษีนำเข้าจะเป็นศูนย์ แต่เราสามารถขยับภาษีสรรพสามิตได้ จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยทำให้เกิดการผลิตและจ้างงานในประเทศ วันนี้มีข้อเรียกร้องจากผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งตรงกับแนวคิดที่กระทรวงคลังจะทำ”
นายเอกนิติกล่าวว่า เพราะจากที่รัฐบาลดึงการลงทุนเข้ามาผลิตในประเทศที่มีทั้งค่ายเดิมและค่ายใหม่ ซึ่งผู้ผลิตก็บอกว่าอุตส่าห์มาลงทุน ตั้งโรงงาน ขยายการลงทุน ทั้งรถไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และอีวี แม้กระทั่งค่ายรถอีวีจีนที่มาลงทุนจนเริ่มผลิตและส่งออกแล้ว ก็บอกว่าโครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่ใช้อยู่ไม่แฟร์กับค่ายรถที่มาตั้งฐานผลิตในประเทศไทย จึงเป็นที่มาของการเสนอขึ้นภาษีสรรพสามิต
“ผมว่าอาจจะยิงนัดเดียวได้นกหลายตัว ที่สำคัญคือช่วยการผลิตในประเทศ การจ้างงาน และซัพพลายเชน”
โดยจะปรับขึ้นภาษีบางประเภท เพราะจากที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บางประเทศเน้นส่งออกไปยังประเทศอื่น ประเทศที่ไม่มีเขื่อนกั้น ก็จะทำให้เกิดการนำเข้ามาก
สภาพัฒน์ยอมรับต้องปรับเปลี่ยน
ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่าประเทศไทยกับญี่ปุ่นพึ่งพากันมานาน ซึ่งการที่เศรษฐกิจไทยเติบโตในวันนี้ก็มาจากบริษัทยานยนต์ญี่ปุ่นที่มาลงทุนในไทย โดยซัพพลายเชนที่เกิดขึ้นตลอด 30 ปีมานี้มีการขยายตัว ทั้งในทางกว้างและทางลึก เชื่อว่านักลงทุนน่าจะคำนึงถึงจุดนี้ หากจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ไม่พร้อมเท่าไทย
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าทางญี่ปุ่นคิดว่าไทยยังเป็นฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งกรณีกระทรวงการคลังออกมาตรการช่วยอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนในประเทศ ช่วยให้การผลิตในประเทศ และลงทุนในประเทศขยายตัวดีขึ้น
โดยยอมรับว่าปัจจุบันการเก็บภาษีนำเข้าทำไม่ได้มาก จากการที่ไทยทำข้อตกลง FTA ไว้กับหลายประเทศ และเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศที่มีการปรับลดภาษี อย่างไรก็ดีมาตรการส่งเสริมการตั้งฐานผลิตในไทยจะมุ่งเป้าเรื่องการจ้างงาน การส่งออกสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ มากกว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล
นายดนุชากล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกรถยนต์ที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์สันดาปนั้น เป็นผลจากการที่หลายประเทศกำหนดเงื่อนไขเรื่องการปล่อยคาร์บอนเข้มข้นขึ้น จึงกระทบกับการส่งออกรถยนต์ รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นจากรถยนต์ไฟฟ้าด้วย
“จากมาตรการอีวี 3.0 และ 3.5 เรามีเงื่อนไขให้เอกชนที่เข้าร่วมต้องลงทุนโรงงานในประเทศด้วย ซึ่งเป็นการบังคับให้ตั้งฐานการผลิตในไทย ส่วนเรื่องการนำเข้าวัตถุดิบในหลาย ๆ ส่วนนั้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไทยยังผลิตไม่ได้ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า เช่น มอเตอร์และตัวขับเคลื่อน จึงอาจต้องมีการอำนวยความสะดวกในช่วงแรก และจะปรับตัวเรื่อย ๆ ให้มีการผลิตในประเทศมากขึ้น”