พาณิชย์ บุกเกาะพะงัน ลุยนอมินีโรงแรม-วิลล่าหรู พบคนไทยถือหุ้นหลายบริษัท ส่ออำพรางต่างชาติ
พาณิชย์สนธิกำลังมหาดไทยบุกเกาะพะงัน ตรวจ 4 เป้าหมายเสี่ยงนอมินี ทั้งรีสอร์ตขนาดใหญ่ วิลล่าให้เช่า ร้านกัญชา และวิลล่าหรู พบพิรุธคนไทยเป็นกรรมการ-ผู้ถือหุ้นหลายบริษัท บางรายตอบที่มาการลงทุนไม่ได้ครบถ้วน ขณะที่ มท.2 สั่งตรวจนิติบุคคล 104 ราย ถือครองที่ดิน 124 แปลง ย้ำพบคนไทยรับผลประโยชน์อำพรางต่างชาติ ดำเนินคดีเด็ดขาด
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ได้มอบหมายให้ หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบนอมินี กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ลงพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงที่อาจใช้คนไทยเป็นนอมินีอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกับนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (มท.4) พร้อมกรมการปกครอง กรมที่ดิน กรมการจัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอเกาะพะงัน สถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน และหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น
แต่ละหน่วยงานจะตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ โดยกระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทรวงแรงงานตรวจสอบการใช้แรงงานต่างด้าวที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
เปิด 4 เป้าหมายเสี่ยงนอมินี
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายตรวจสอบ 4 จุด โดยจุดแรกเป็นโรงแรมรีสอร์ตขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 25 ไร่ เจ้าหน้าที่พบกรรมการคนไทยซึ่งเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่ามีชื่อถือหุ้นอยู่ในหลายบริษัท และมีชาวต่างชาติร่วมลงทุน
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบพฤติกรรมที่มีข้อสงสัย เนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจหรือการลงทุนได้ครบถ้วน และยังพบว่าเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทอื่นอีกหลายแห่ง จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม
จุดที่ 2 เป็นวิลล่าให้เช่าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลกำลังเข้าพัก โดยให้ข้อมูลว่าเช่าวิลล่าในราคาคืนละหลายหมื่นบาท และชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ตั้งแต่ต้นทางในประเทศอิสราเอล ไม่ได้จ่ายค่าเช่าเป็นเงินบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าอาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี
ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบข้อมูลของกิจการดังกล่าว พบว่าผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในหลายบริษัทเช่นเดียวกัน
ตรวจร้านกัญชารายได้ 15 ล้าน
จุดที่ 3 เป็นร้านค้ากัญชาที่จดทะเบียนในรูปบริษัทและมีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น มีทั้งหมด 4 สาขา กระจายอยู่ในเกาะพะงัน เกาะสมุย ภูเก็ต และกรุงเทพมหานคร
จากการตรวจสอบพบว่าร้านดังกล่าวมีการจำหน่ายใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม แบบ ภ.ท.33 ราคาใบละ 300 บาท สำหรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ รวมถึงจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ดที่เกี่ยวข้องกับกัญชา
เมื่อตรวจสอบงบการเงินล่าสุดพบว่าบริษัทมีรายได้ 15 ล้านบาท และพบข้อมูลว่าผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในหลายบริษัท ซึ่งเจ้าหน้าที่เห็นว่ายังมีข้อสงสัยหลายประการและจะต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไป
วิลล่าหรูบนเขาปิดเงียบ เร่งสอบการถือครองที่ดิน
ส่วนจุดที่ 4 เป็นวิลล่าหรูตั้งอยู่บนพื้นที่สูงเชิงเขา เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบว่าวิลล่าปิดเงียบ และไม่พบบุคคลที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจได้
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าโฉนดที่ดินออกในนามบุคคลธรรมดา เจ้าหน้าที่จึงจะตรวจสอบรายละเอียดการถือครองที่ดิน รวมถึงรูปแบบการประกอบธุรกิจต่อไป
จับตา 104 นิติบุคคล ถือครองที่ดิน 124 แปลง
นายพูนพงษ์ระบุว่า ปัจจุบันจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีนิติบุคคลจำนวน 25,603 ราย ขณะที่นายพลพีร์มีข้อสั่งการกรณีพบนิติบุคคล 104 ราย ถือครองที่ดินรวม 124 แปลง ให้กรมที่ดินดำเนินการต่อผ่านอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อประชุมและบังคับจำหน่ายทันที
ส่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบประเด็นการใช้นอมินี และหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
นายพูนพงษ์กล่าวว่า หากตรวจสอบพบคนไทยมีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ รับเงินหรือผลประโยชน์ และยินยอมเป็นนอมินีอำพรางให้คนต่างด้าว จะถูกดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะที่คนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามมาตรา 37 และมีอัตราโทษเดียวกัน
“อยากฝากถึงผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย หรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุนทั้งหลาย ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวก และอยากฝากถึงคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินี อยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ” นายพูนพงษ์กล่าว