วันแม่ ปี 2569 เงินสะพัด 1.11 หมื่นล้าน โตแผ่ว 0.7% คนรัดเข็มขัด-ลดเที่ยวต่างจังหวัด
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดวันแม่ปี 2569 มีเงินสะพัดทั่วประเทศ 11,139.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.7% ต่ำกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 1.9% สะท้อนกำลังซื้อยังฟื้นตัวจำกัด ประชาชนส่วนใหญ่คงงบใช้จ่ายเท่าเดิม ขณะที่ค่าครองชีพและภาระทางการเงินกดดันให้ลดงบซื้อของขวัญ เลือกร้านอาหารราคาถูกลง และงดเดินทางท่องเที่ยว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจ “ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันแม่” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,432 คนทั่วประเทศ สำรวจระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2569

ผลสำรวจประเมินว่า วันแม่ปี 2569 จะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจประมาณ 11,139.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งมีเงินสะพัด 11,062.11 ล้านบาท และขยายตัว 1.9% โดยอัตราการขยายตัวปีนี้ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังของประชาชนกว่าครึ่งคงงบเท่าเดิม
เมื่อสอบถามงบประมาณการใช้จ่ายช่วงวันแม่เทียบกับปีก่อน พบว่า 54.3% ระบุว่าจะใช้จ่ายไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ 23% จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และ 22.7% จะลดการใช้จ่าย
กลุ่มที่เพิ่มงบให้เหตุผลว่าเป็นวันพิเศษ 53.1% รองลงมาคือ ราคาสินค้าหรือของขวัญสูงขึ้น 13.8% รายได้เพิ่มขึ้น 11.9% และต้องการชดเชยจากปีก่อนที่ไม่ได้ไปหาแม่หรือให้ของขวัญลดลง 10%
ส่วนกลุ่มที่ลดการใช้จ่ายระบุสาเหตุหลักจากค่าครองชีพและภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 30% ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี 20.5% ต้องการประหยัด 17.6% รายได้ลดลง 11.6% และภาระหนี้สินตึงตัวมากขึ้น 11.4%
ราคาสินค้ากระทบแผนใช้จ่ายเกือบ 80%
ผลสำรวจพบว่า ระดับราคาสินค้าและบริการในปัจจุบันมีผลต่อแผนการใช้จ่ายวันแม่รวม 78.9% แบ่งเป็นส่งผลมาก 36.1% ส่งผลปานกลาง 27.9% และส่งผลเล็กน้อย 14.9% ส่วนผู้ที่ระบุว่าไม่ส่งผลมีเพียง 21.1%
แนวทางปรับตัวที่ประชาชนเลือกมากที่สุดคือ งดการเดินทางท่องเที่ยว 69.6% รองลงมา ลดงบประมาณซื้อของขวัญ 34% เลือกร้านอาหารราคาถูกลง 31.6% และทำของขวัญด้วยตัวเอง 2.5%
สอดคล้องกับแผนเดินทางต่างจังหวัดที่ลดลงชัดเจน โดยมีเพียง 9.4% วางแผนพาแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัด เทียบกับ 21.8% ในปี 2568 ส่วนใหญ่เลือกเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ ขณะที่กลุ่มที่ค้างคืนจะพักประมาณ 1-2 วัน
กินข้าวยังเป็นกิจกรรมอันดับหนึ่ง
กิจกรรมยอดนิยมในช่วงวันแม่ยังคงเป็นการพาแม่ไปรับประทานอาหาร คิดเป็น 52.1% รองลงมาคือ พาแม่ไปทำบุญ 36.6% และพาแม่ไปทำกิจกรรมอื่นนอกบ้าน 33.1%
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการทำกิจกรรมส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อน โดยการพาแม่ไปรับประทานอาหารลดลงจาก 59.3% การพาแม่ไปทำบุญลดลงจาก 44.5% และการพาแม่ไปทำกิจกรรมนอกบ้านลดลงจาก 40.5%
ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับการพาแม่ไปรับประทานอาหารอยู่ที่ 2,374.89 บาท เพิ่มขึ้น 0.5% การพาแม่ไปทำบุญเฉลี่ย 1,315.03 บาท เพิ่มขึ้น 1.9% ขณะที่การพาแม่เที่ยวต่างจังหวัดแบบค้างคืนเฉลี่ย 12,311.32 บาท ลดลง 2.5%
ส่วนการเที่ยวต่างจังหวัดแบบไม่ค้างคืนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,287.10 บาท เพิ่มขึ้น 11.8% และการทำกิจกรรมร่วมกันที่บ้านแม่เฉลี่ย 662.50 บาท ลดลง 5.7%
คนไม่ซื้อของขวัญเพิ่มเป็น 40.9%
ด้านพฤติกรรมการซื้อของขวัญ พบว่าผู้ที่ไม่ซื้อของขวัญเลยเพิ่มขึ้นเป็น 40.9% จาก 29% ในปี 2568 ขณะที่การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 4.3% เป็น 20.7%
ปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อของขวัญอันดับแรกคือโปรโมชั่น 45.3% ตามด้วยคุณภาพสินค้า 36.7% ราคาสินค้าถูกกว่า 30.4% และความน่าเชื่อถือของผู้ขาย 28.4%
ของขวัญที่ประชาชนนิยมซื้อให้แม่ ได้แก่ พวงมาลัยหรือดอกไม้ 68.1% ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกาย วิตามิน หรือยารักษาโรค 65% เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า 63.7% สลากกินแบ่งรัฐบาล 63.5% และเงินสดหรือทอง 60.4%
สำหรับมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ย การให้เงินสดอยู่ที่ 3,966.44 บาท พวงมาลัยหรือดอกไม้ 287.92 บาท เครื่องนุ่งห่มหรือรองเท้า 1,936.36 บาท เครื่องใช้ไฟฟ้า 9,605.88 บาท และกระเช้าผลไม้ 794.44 บาท
ขณะที่การซื้อประกันชีวิตหรือสุขภาพมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยลดลง 25.1% เหลือ 4,041.38 บาท สวนทางกับเครื่องประดับ สลากออมทรัพย์ และโปรแกรมตรวจสุขภาพ ซึ่งมีมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น
ฐานะการเงินยังเปราะบาง
ผลสำรวจยังพบว่าประชาชน 53.3% ประเมินสถานะทางการเงินของตนเองไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ขณะที่ 16.3% ระบุว่าแย่ลงหรือแย่ลงมาก และ 30.4% ระบุว่าดีขึ้นหรือดีขึ้นมาก
เมื่อพิจารณาความเพียงพอของรายได้ พบว่า 48.7% มีรายได้เพียงพอแต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ 27.8% เพียงพอและมีเงินเหลือเก็บ ส่วน 20.2% มีรายได้ไม่เพียงพอและต้องกู้ยืมเป็นครั้งคราว และอีก 3.3% ต้องกู้ยืมเป็นประจำ
สาเหตุหลักของการเป็นหนี้มาจากรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย 23.1% ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 20.6% และภาระทางการเงินของครอบครัวเพิ่มขึ้น 20.4% โดยประชาชนมองว่าแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากหนี้คือ การเพิ่มรายได้ การปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย การลดค่าใช้จ่าย และการปรับโครงสร้างหนี้