เครือข่ายลุ่มน้ำกกฯ ยื่นแถลงการณ์เร่งแก้สารพิษข้ามแดน ดันยุติ TOR ไทย-เมียนมา
เครือข่ายภาคประชาชนใ่นพื้นที่ลุ่มน้ำกก – สาย – รวก – โขง ได้รวมตัวแสดงจุดยืน ยื่นแถลงการณ์ถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เพื่อเรียกร้องไปยังรัฐบาลเมียนมาให้เร่งแก้ไขปัญหามลพิษสารโลหะหนักจากการทำเหมืองแร่ในฝั่งเมียนมา ชี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร เศรษฐกิจ ดันยกเลิก TOR ไทย-เมียนมา จี้หยุดนำเข้าแร่มลพิษทั้งระบบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก – สาย – รวก – โขง ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหน้าสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งข้อความไปยังรัฐบาลเมียนมา เรียกร้องความจริงใจในการแก้ไขปัญหามลพิษสารโลหะหนักจากการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดน หลังสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร ตลอดจนสุขภาพและเศรษฐกิจท้องถิ่นตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

จี้ยอมรับปัญหาเหมืองแร่ข้ามแดน
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน เปิดเผยว่า ข้อความหลักที่ต้องการส่งถึง พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา คือการขอให้รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับความจริงว่ามีการดำเนินกิจการเหมืองแร่หลากหลายชนิดกระจายตัวในฝั่งเมียนมาจริง ซึ่งสารเคมีปนเปื้อนได้ไหลลงสู่แม่น้ำข้ามแดน สร้างความเดือดร้อนรุนแรงให้กับประชาชนทั้งในเมียนมา ไทย และลุ่มน้ำโขง
ทั้งนี้ การยอมรับว่ามีปัญหาถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการร่วมกันแก้ไข โดยภาคประชาชนยืนยันว่าการออกมาขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้ทำในนามคนไทยเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนชาวบ้านฝั่งเมียนมาที่ไม่สามารถแสดงออกทางการเมืองได้ รวมถึงพี่น้องในเขตลุ่มน้ำสาละวิน จ.ระนอง และ จ.กาญจนบุรี ซึ่งต่างได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ และการแต่งแร่ฟลูออไรต์ที่นำเข้าจากเมียนมาเช่นเดียวกัน

จับตาเจรจา TOR ไทย-เมียนมา
ดร.สืบสกุล กล่าวต่อว่า ในประเด็นการเจรจาร่างขอบเขตการทำงาน (TOR) ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมา เครือข่ายฯ ค่อนข้างมีความกังวลอย่างหนักต่อกรณีที่ฝ่ายเมียนมาขอตัดสาระสำคัญของร่างตกลงออกหลายข้อ ได้แก่
1.ตัดระบบการตรวจสอบและจัดทำรายงานคุณภาพน้ำร่วมกัน ทำให้กลายเป็นการตรวจแบบต่างคนต่างทำ
2.ตัดกลไกการทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) หรืออาเซียน
3.กำหนดให้ข้อมูลผลการตรวจน้ำเป็นความลับ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่คุ้มครองสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส
ดังนั้น เครือข่ายฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทย ยุติการลงนามในร่าง TOR ดังกล่าวทันที และหันมาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
พร้อมเสนอมาตรการเด็ดขาดด้วยการ “ยุตินำเข้าแร่ทุกชนิดจากเมียนมา” เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง โดยเปิดเผยข้อมูลกรมศุลกากรว่า ปัจจุบันไทยมีการนำเข้าแร่พลวง, ทองแดง, ตะกั่ว, ดีบุก, ทังสเตน และแมงกานีส ผ่านด่านชายแดนทั่วประเทศ (อาทิ เชียงของ, เชียงแสน, แม่สาย, แม่สอด, แม่ฮ่องสอน, สังขละบุรี, ด่านสิงขร, ระนอง) แล้วขนส่งผ่านท่าเรือแหลมฉบังไปยังประเทศจีน หากไทยไม่สั่งระงับการนำเข้า ทั้งเมียนมาและจีนจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อไป
นอกจากนี้ ในส่วนของรัฐบาลจีน เครือข่ายฯ ได้เคยไปยื่นหนังสือผ่านสถานกงสุลจีนในพื้นที่ต่าง ๆ แล้ว และยังคงรอคอยบทบาทผู้นำของจีนผ่านกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจ

ห่วงโซ่อาหารวิกฤตเข้าขั้นวิกฤต
ดร.สืบสกุล กล่าวด้วยว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชนต้องออกมาเคลื่อนไหวซ้ำ คือวิกฤตด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษพบการปนเปื้อนของสารโลหะหนักเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกรมอนามัยต้องออกเตือนประชาชนให้งดบริโภค กุ้ง หอย ปู และงดทานเครื่องในปลาในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง
ยิ่งไปกว่านั้น การประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย ได้เสนอของบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท (ซึ่งผ่านการพิจารณาสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกแล้ว) เพื่อจัดหาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ทดแทนการใช้น้ำจากแม่น้ำกก สะท้อนให้เห็นว่า แม้การประปาจะมีระบบกรองสารเคมี แต่ปริมาณสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกวิกฤตจนการย้ายแหล่งน้ำเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่

โอดค่าครองชีพพุ่ง 16 เท่า
นางสาวแสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ และเป็นตัวแทนชาวบ้าน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำฝั่งไทยที่รับผลกระทบระลอกแรก กล่าวว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงแต่อย่างใด ปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่ต้องแบกรับภาระค่าน้ำดิบ ซึ่งชาวบ้านต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้ 100% ในราคาลิตรละ 1.60 บาท ซึ่งแพงกว่าค่าน้ำประปาในตัวเมือง (ลิตรละ 10 สตางค์) สูงถึง 16 เท่า
ขณะเดียวกัน พืชผักในพื้นที่ถูกปฏิเสธการซื้อจากตลาดภายนอก แต่เกษตรกรนับแสนไร่จำเป็นต้องใช้น้ำปนเปื้อนทำนาเพราะไม่มีทางเลือก
“ชาวบ้านบางส่วนจำใจต้องกินสัตว์น้ำปนเปื้อน ถ้าไม่กินอดตายวันนี้ แต่ถ้ากินอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 5-10 ปี”
นางสาวแสงระวีกล่าวอีกว่า ในมิติเศรษฐกิจถือว่าได้รับผลกระทบรุนแรง ภาคการท่องเที่ยวซบเซาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเทศกาลสำคัญประจำปีที่พึ่งพาแม่น้ำ เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง และลอยอุปคุต สูญเสียรายได้ไปแล้วเทศกาลละ 50–80 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านบาท
ขณะที่ในมิติด้านสุขภาพ พบว่าผู้สูงอายุและคนในชุมชนเผชิญภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และความเครียดสะสม จากการที่ไม่สามารถประกอบอาชีพและดำเนินวิถีชีวิตตามประเพณีเดิมได้
จ่อนัดบุกทำเนียบฯ-สถานทูต
ดร.สืบสกุล ย้ำทิ้งท้ายว่า หากการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมาในวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ ไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทางเครือข่ายฯ เตรียมยกระดับเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือและทวงถามความรับผิดชอบถึง ทำเนียบรัฐบาล (นายกรัฐมนตรี), สถานทูตเมียนมา และสถานทูตจีน ต่อไป