‘ความหวัง’ คือสิ่งที่ต้องลงมือ ‘สร้าง’
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : ปราปต์ บุนปาน
หนึ่งในหนังสือออกใหม่น่าสนใจจากสำนักพิมพ์มติชนในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 31 ก็คือ “The Climate Book 2 ํC สุดท้าย ก่อนโลกไม่มีวันหวนคืน” บรรณาธิการโดย เกรตา ธันเบิร์ก แปลโดย ณิชา เวชพานิช และ กุลณัฐ จิระวงศ์อร่าม
ปัจจุบัน เกรตา ธันเบิร์ก บรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้มีอายุ 23 ปี เธอเริ่มออกมาประท้วงเรียกร้องให้สังคมตระหนักถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกตั้งแต่ ค.ศ. 2018 แล้วรณรงค์ต่อสู้กับปัญหาดังกล่าวมาถึงปัจจุบัน
ในส่วนท้ายของหนังสือ เกรตาได้เขียนบทความขนาดสั้นทรงพลังชื่อ “ความหวังคือสิ่งที่คุณต้องลงมือสร้าง” เอาไว้อย่างน่าประทับใจ ดังเนื้อหาบางส่วนต่อไปนี้
“ตอนนี้เราล้วนโหยหาความหวัง แต่ความหวังไม่ใช่การแสร้งว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี และก็ไม่ใช่การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือนั่งฟังนิทานหลอกเด็กเกี่ยวกับทางออกทางเทคโนโลยีที่ไม่มีอยู่จริง และก็ไม่ใช่ตัวเลขคาร์บอนที่ลดลงจากการใช้ช่องโหว่ หรือการคิดบัญชีแบบหัวใส
“สำหรับฉันแล้ว ความหวังไม่ใช่สิ่งที่จะโผล่มาลอย ๆ แต่คือสิ่งที่คุณต้องลงแรงเพื่อให้ได้มา คุณต้องสร้างมันขึ้นมา ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ แล้วรอให้บางคนทำอะไรสักอย่าง ความหวังคือการลงมือทำ คือการที่คุณก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย
“ถ้ากลุ่มเด็กนักเรียนประหลาด ๆ ยังชวนคนนับล้านให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ ลองนึกดูสิว่าหากเราพยายามจริง ๆ เราทุกคนจะร่วมกันเปลี่ยนอะไรได้บ้าง
“การเปลี่ยนผ่านที่เราต้องการเพื่อให้โลกอยู่ภายใต้ (มีอุณหภูมิสูงขึ้นไม่เกิน) 1.5 ํC หรือ 2 ํC อาจเป็นไปไม่ได้เชิงการเมืองในวันนี้ แต่พวกเราคือคนที่กำหนดว่าอะไรจะเป็นไปได้ทางการเมืองในวันรุ่งขึ้น
“วันนี้เราอยู่บนโลกที่เทคโนโลยีเปิดทางให้เราแทบทั้งหมดเชื่อมต่อกันได้ แม้ระบอบการเมืองของบางประเทศจะไม่อนุญาตให้เราทำเช่นนั้น แต่กระนั้น ถ้าเกิดเหตุการณ์สักอย่างที่ใหญ่พอ ไม่ว่าที่ใดบนโลก ผู้คนแทบทั้งหมดก็จะรู้ในทันที ความจริงข้อนี้เปิดโอกาสความเป็นไปได้ในรูปแบบใหม่โดยสิ้นเชิง
“ยังไม่มีใครรู้ว่าหากเราทั้งหมดตัดสินใจร่วมกันว่าจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง เราจะมีศักยภาพทำอะไรขนาดไหน ฉันเชื่อมั่นว่าจุดพลิกผันทางสังคมนั้นมีอยู่และจะเป็นไปในทิศทางที่เราต้องการ ทันทีที่มีคนมากพอเลือกลงมือทำ และเมื่อถึงตอนนั้น ความเป็นไปได้ก็ไร้ที่สิ้นสุด
“ความพังทลายของพื้นที่แห่งชีวิต ความสูญเสียเสถียรภาพของภูมิอากาศ และหายนะทางความเป็นอยู่ในอนาคตของเราทุกคน ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วหรือเลี่ยงไม่ได้
“เช่นเดียวกับธรรมชาติของมนุษย์ เราไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะผู้คนยังไม่ถูกทำให้ตระหนักอย่างถ่องแท้ถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ หรือผลลัพธ์ที่จะมาถึง พวกเราได้รับแต่คำโกหก พวกเราถูกพรากสิทธิพื้นฐานในฐานะพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย พวกเราถูกปล่อยให้ไม่รับรู้ความจริง
“นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดของเรา แต่ก็เป็นแหล่งความหวังที่ใหญ่ที่สุดด้วย เพราะมนุษย์ไม่ใช่ปีศาจร้าย ทันทีที่เราเข้าใจธรรมชาติของวิกฤต เราย่อมตอบสนอง และภายใต้สถานการณ์ที่เอื้ออำนวย สิ่งที่เราทำได้ก็ไร้ขีดจำกัด
“มนุษย์มีศักยภาพอันน่าทึ่งมากมาย ทั้งความสามารถในการเปลี่ยนทัศนคติ การประดิษฐ์ และการให้อภัย หากเราได้รับรู้ข้อมูลครบถ้วน ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกปรุงแต่งมาเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น เราย่อมรู้ว่าต้องทำอะไร
“ตอนนี้ยังเหลือเวลาให้เราแก้ตัว ให้เราถอยหลังจากริมหน้าผาแล้วเลือกเส้นทางใหม่ เส้นทางที่ยั่งยืน เส้นทางที่เป็นธรรม เส้นทางที่นำไปสู่อนาคตสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่คิดว่าเงินสามารถซื้อวิธีปรับตัวในระบบนิเวศที่ล่มสลายและการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่”