เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
Finance ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
ข่าวในพระราชสำนัก ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
Tech Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
Finance เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
Finance EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
Finance ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
Biz Movement บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
Biz Movement โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
News รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
เศรษฐกิจภูมิภาค กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
ดูทั้งหมด

จุดเปลี่ยนหุ้นเทค จาก AI Boom สู่บทพิสูจน์สำคัญว่าใครสร้างกำไรได้จริง

21 ส.ค. 2569 | 08:22น.
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คำถามของนักลงทุนต่อ AI เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากช่วงแรกที่ถามว่า AI จะเปลี่ยนโลกได้จริงหรือไม่ ต่อมาคือใครจะเป็นผู้ชนะระหว่าง Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta หรือบริษัท AI หน้าใหม่ แต่หลังการรายงานผลประกอบการของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีในไตรมาสล่าสุด คำถามเริ่มเปลี่ยนอีกครั้ง และอาจเป็นคำถามที่สำคัญกว่าเดิมว่า นั่นก็คือคำถามที่ว่า “ใครมีเงินพอที่จะจ่ายเงินลงทุนก้อนนี้ต่อไป” ?

เหตุผลคือการแข่งขัน AI วันนี้ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีโมเดลที่ฉลาดกว่า แต่กำลังกลายเป็นการแข่งขันด้านเงินทุนอย่างเต็มตัว เพราะเบื้องหลัง AI หนึ่งคำสั่งต้องใช้ตั้งแต่ชิปประมวลผลขั้นสูง หน่วยความจำ HBM ระบบเครือข่าย Data Center ระบบทำความเย็น ไปจนถึงไฟฟ้าปริมาณมหาศาล และยิ่งโมเดลมีขนาดใหญ่ขึ้น ต้นทุนที่ต้องใช้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลจาก Reuters ประเมินว่าบริษัท Big Tech ขนาดใหญ่มีแนวโน้มใช้เงินลงทุนมากกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 โดยมี AI และ Data Center เป็นเป้าหมายสำคัญของการลงทุน ตัวเลขนี้เริ่มมีความหมายมากขึ้น เมื่อเราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในงบการเงินจริง

Alphabet เพิ่มประมาณการ CapEx ปี 2026 ขึ้นเป็น 195,000-205,000 ล้านดอลลาร์ จากเดิม 180,000-190,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในไตรมาส 2 บริษัทลงทุน CapEx ถึง 44,900 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI แม้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังแข็งแกร่งที่ 39,100 ล้านดอลลาร์ แต่ Free Cash Flow กลับติดลบ 5,900 ล้านดอลลาร์

Meta ก็เห็นภาพคล้ายกัน โดย Free Cash Flow ไตรมาส 2 ลดลงถึง 91% จากปีก่อน เหลือเพียง 784 ล้านดอลลาร์ ขณะที่บริษัทคาดว่า CapEx ทั้งปีจะอยู่ที่ 130,000-145,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าสองเท่าจากปีก่อน

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหาเรื่องรายได้ ตรงกันข้าม ธุรกิจ Cloud และบริการที่ใช้ AI ยังเติบโตได้ดี ปัญหาคือ “เงินที่ต้องใส่กลับเข้าไป” กำลังโตเร็วมากจนตลาดเริ่มหันกลับมาถามถึงระยะเวลาคืนทุนของเงินก้อนนี้

นี่จึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ AI Boom จากเดิมที่นักลงทุนสนใจ Revenue Growth และ Earnings Growth ต่อไปอาจต้องกลับมาดูตัวเลขพื้นฐานอย่าง Free Cash Flow และ Return on Invested Capital มากขึ้น เพราะต่อให้รายได้โต 20-30% แต่หากต้องนำเงินจำนวนมหาศาลกลับไปลงทุนทุกปีเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ผลตอบแทนที่เหลือให้กับผู้ถือหุ้นอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

อีกสัญญาณที่ควรจับตาคือ วิธีหาเงินของ Big Tech เริ่มเปลี่ยนไป บริษัทเทคโนโลยีที่ในอดีตมีเงินสดจำนวนมากและสามารถลงทุนจากกระแสเงินสดของตัวเอง เริ่มหันมาใช้การออกตลาดตราสารหนี้มากขึ้น โดย Amazon, Alphabet, Meta และ Oracle ออกหุ้นกู้รวมกันประมาณ 194,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ถึงต้นเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 79% จากปีก่อน สะท้อนว่าสงคราม AI เริ่มขยายจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ไปสู่การแข่งขันด้านแหล่งเงินทุนด้วย

และภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐ Tencent ของจีนก็เร่ง CapEx ในไตรมาสล่าสุดขึ้นเป็น 52,800 ล้านหยวน จาก 31,900 ล้านหยวนในไตรมาสก่อน เพื่อเดินหน้าลงทุน AI เช่นเดียวกัน

เหตุผลสำคัญคือ ในสงครามครั้งนี้แทบไม่มีบริษัทใหญ่รายใดอยากเป็นคนแรกที่ชะลอการลงทุน เพราะการประหยัดเงินในวันนี้ อาจแลกมาด้วยการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อคู่แข่งยังเดินหน้าสร้าง Data Center ซื้อชิป และพัฒนาโมเดลรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับนักลงทุน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า AI กำลังจะกลายเป็นฟองสบู่ หรือควรหลีกเลี่ยงหุ้นเทคโนโลยี เพราะความต้องการใช้งาน AI ยังเติบโตจริง และรายได้จาก Cloud รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ควรเปลี่ยนคือ “วิธีมองหุ้นในธีมนี้” ในช่วงแรกของ AI Boom ตลาดให้รางวัลกับบริษัทที่ “เกี่ยวข้องกับ AI” แทบทุกส่วน แต่จากนี้ความแตกต่างระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้อาจกว้างขึ้น นักลงทุนควรถามเพิ่มว่า บริษัทใดมี Pricing Power บริษัทใดสร้างรายได้จาก AI ได้เร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุน และที่สำคัญที่สุด บริษัทใดสามารถเปลี่ยน CapEx จำนวนมหาศาลให้กลับมาเป็น Free Cash Flow ได้จริง

ขณะเดียวกัน บริษัทที่อยู่ต้นน้ำของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิป หน่วยความจำ อุปกรณ์ Data Center หรือระบบไฟฟ้า อาจยังได้รับประโยชน์ก่อน เพราะไม่ว่าแพลตฟอร์มใดจะชนะ ทุกฝ่ายยังต้องซื้อโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแข่งขัน แต่ก็ต้องระวังเช่นกันว่า หากวันหนึ่ง Big Tech เริ่มลดความเร็วในการลงทุน แรงกระเพื่อมจะย้อนกลับมาหากลุ่มเหล่านี้ได้เร็วที่สุด

AI อาจเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกจริง แต่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก กับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดี ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป หลังจากนี้ตลาดอาจไม่ได้ถามแล้วว่า “ใครลงทุน AI มากที่สุด” แต่จะเริ่มถามว่า “ใครลงทุนแล้วสร้างเงินกลับมาได้มากที่สุด” และนี่อาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของหุ้น AI ในช่วงต่อจากนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หุ้นเทค