15 ปี “IKEA” กางแผนรุกสโตร์ไซส์เล็ก ชู “ชุดครัว-จัดระเบียบบ้าน”
อิเกีย ฉลองก้าวสู่ปีที่ 15 ในประเทศไทย ท่ามกลางสมรภูมิค้าปลีกและเศรษฐกิจที่ไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด ถอดรหัสการปรับตัวจากวันแรกที่ต้องให้ความรู้ระบบ “Cash and Carry” สู่ยุคอีคอมเมิร์ซที่เดือดจัด ประกาศแผนลงทุน 1-2 ปีข้างหน้า รุกโมเดล “สโตร์ขนาดเล็ก” เจาะตลาดต่างจังหวัด หั่นต้นทุนโลจิสติกส์แบบไม่ยอมขาดทุน พร้อมงัดไม้เด็ด “ชุดครัว” ที่กวาดรายได้กว่า 300 ล้านบาท และโซลูชันจัดระเบียบบ้านสู้ศึกอสังหาฯ ชะลอตัว
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในวิกฤตเศรษฐกิจ
คุณลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า การเดินทางของอิเกีย ประเทศไทย ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในวันแรกของการเปิดสาขาบางนา อิเกียต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ควบคู่ไปกับการต้องให้ความรู้ผู้บริโภคชาวไทยเกี่ยวกับระบบ “Cash and Carry” ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ที่ลูกค้าต้องหยิบสินค้า สต็อกของ และนำกลับไปประกอบเองที่บ้าน เพื่อแลกกับราคาสินค้าที่ย่อมเยาลง

ปัจจุบัน ภาพรวมของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยสัดส่วนยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ ของอิเกียเติบโตขึ้นจนมาอยู่ในระดับ 26-28% นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์โควิด-19 เทรนด์การรักษาสุขภาพแบบองค์รวม รวมถึงขนาดพื้นที่อยู่อาศัยที่เล็กลงและต้องการการดูแลรักษาง่าย ได้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทย ให้หันมาใส่ใจเรื่องระบบการจัดเก็บและจัดระเบียบบ้าน อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไปต้องเผชิญกับความท้าทายระดับมหภาค คุณลีโอนี่ประเมินสถานการณ์ว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในจุดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด” ซึ่งบริบททางเศรษฐกิจเช่นนี้ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนของอิเกียครั้งสำคัญ
กางแผนรุกไซส์เล็กเจาะภูธร
เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ซึมตัว อิเกียได้ปรับกลยุทธ์จากการทุ่มเม็ดเงินลงทุนสร้างสโตร์ขนาดใหญ่ หันมาใช้ฟอร์แมต “สโตร์ขนาดเล็ก” แทน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเปิดสาขาขอนแก่น ซึ่งมีพื้นที่เพียง 800 ตารางเมตร ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่น ประหยัดต้นทุน และสามารถเข้าถึงลูกค้าในต่างจังหวัดได้อย่างรวดเร็ว
เราไม่อยากรอจนกว่าเราจะมีกำลังเงินมากพอที่จะเปิดสโตร์ขนาดใหญ่ เพราะนั่นต้องใช้เวลาหลายปี
คุณลีโอนี่ระบุพร้อมทั้งตั้งเป้าหมายว่าภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะสามารถเปิดสาขาเพิ่มได้อย่างน้อย 1 ถึง 2 แห่งในประเทศไทย
ในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซที่การแข่งขันดุเดือดและรุนแรงมาก อิเกียเผชิญกับความท้าทายหลักคือต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการจัดส่งที่มีราคาสูง โดยเฉพาะเมื่อต้องจัดส่งสินค้าขนาดใหญ่ กลยุทธ์สำคัญของอิเกียจึงมุ่งเป้าไปที่การพัฒนานวัตกรรมเพื่อควบคุมและลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าให้ลูกค้า



ชู “ชุดครัว” และโซลูชัน “จัดระเบียบบ้าน”
ในสภาวะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์อาจมีการชะลอตัวและการสร้างบ้านใหม่ลดลง อิเกียได้เจาะตลาดด้วยการนำเสนอโซลูชันพื้นที่เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการปรับปรุงสเปซเดิม ภายใต้แคมเปญใหม่ “Every Version of You” ในแนวคิด “เก็บบ้านให้เป็นเรา” (Make Space for What You Love) โดยมุ่งชูความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันการจัดเก็บและจัดระเบียบบ้าน เพื่อให้ผู้บริโภคทุกช่วงวัยสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้สะท้อนตัวตนและรองรับไลฟ์สไตล์ได้
ผลลัพธ์ของการเจาะกลุ่มสินค้าเฉพาะทางนี้ สะท้อนให้เห็นจากแคมเปญในปีที่ผ่านมาที่อิเกียโฟกัสกลุ่มสินค้าห้องครัว จนสร้างปรากฏการณ์ยอดขายชุดครัวรุ่น METOD/เมท็อด ได้มากกว่า 9,000 ชุด สร้างรายได้ประมาณ 300 ล้านบาท ส่งผลให้อิเกีย ประเทศไทย ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ด้านยอดขายชุดครัวในเครือบริษัท IKANO Group และขึ้นเป็นอันดับที่ 24 ของโลก ซึ่งตอกย้ำถึงศักยภาพในการทำตลาดสินค้าที่มีดีมานด์สูงได้สำเร็จ




15 ปี สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
จากสาขาแรกที่บางนา สู่วันนี้ที่อิเกียมีสโตร์ครอบคลุม 6 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ บางนา, บางใหญ่, สุขุมวิท, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และขอนแก่น คุณลีโอนี่มองว่า 15 ปีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ “สร้างชีวิตที่ดีกว่าในทุกๆ วัน” (A better everyday life for the many people) โดยจะยังคงคำมั่นสัญญาเรื่อง “ความคุ้มค่า” ไว้เป็นแกนหลัก
รากฐานการบริหารที่ขับเคลื่อนอิเกียมาจนถึงวันนี้ ประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
1.การเจาะลึกอินไซต์ลูกค้า (Customer Insight): ผ่านโครงการ Home Visit ที่ทีมงานลงพื้นที่เยี่ยมบ้านลูกค้าเพื่อทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง และนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์
2.วัฒนธรรมองค์กร (Culture & Values): การยึดมั่นในปรัชญา “Togetherness” (การทำงานร่วมกัน) และ “Caring for people and planet” (การดูแลผู้คนและสิ่งแวดล้อม) ซึ่งสร้างความเท่าเทียมและผูกพันในหมู่พนักงาน
และ 3.การออกแบบเพื่อทุกคนและความยั่งยืน (Democratic Design & Sustainability): การพัฒนาสินค้านวัตกรรมแบบบรรจุแบน เพื่อลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อโลก
รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่าง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง (ดอยตุง) ภายใต้แนวคิด “Made with Thailand” เพื่อสร้างสรรค์สินค้าจากช่างฝีมือไทยส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก สะท้อนปรัชญาการเติบโตไปด้วยกันอย่างแท้จริง