ยอดสั่ง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab ทะลุ 20 ล้านออร์เดอร์ ดันยอดขายร้านโต 2 เท่า
Grab เผยความสำเร็จการร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” พบยอดสั่งดีลิเวอรี่ทะลุ 20 ล้านออร์เดอร์ ดันยอดขายเฉลี่ยโตขึ้น 2 เท่า ขณะที่จำนวนผู้ใช้สิทธิเพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับโครงการก่อนหน้า “กรุงเทพฯ” ยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่งการใช้สิทธิ ขณะที่ “มหาสารคาม” มาแรงแซงโค้ง ยอดใช้สิทธิพุ่งขึ้นถึง 2.5 เท่า
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในรอบล่าสุดยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการบนแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ สะท้อนผ่านยอดสั่งอาหารบน GrabFood จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 20 ล้านออเดอร์ และมีจำนวนผู้ใช้บริการใช้สิทธิเพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับรอบที่แล้ว โดยกรุงเทพฯ รวมถึงหัวเมืองใหญ่อย่างชลบุรี ขอนแก่น เชียงใหม่ และโคราช มีผู้ใช้สิทธิผ่านแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่มากที่สุด
ข้อมูลอื่น ๆ ที่น่าสนใจของแคมเปญ “GrabFood X ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้แก่
- ยอดรวมการสั่งอาหารดีลิเวอรี่ผ่าน GrabFood จากร้านที่เข้าร่วมโครงการ ทะลุ 20 ล้านออร์เดอร์ เติบโตขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับโครงการรอบก่อนหน้า
- ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นกว่า 40% โดยร้านเหล่านี้มียอดขายเฉลี่ยเติบโตสูงขึ้นมากกว่า 2 เท่า
- 5 จังหวัดที่มีการใช้สิทธิมากที่สุด คือกรุงเทพฯ ชลบุรี ขอนแก่น เชียงใหม่ และโคราช
- 5 จังหวัดที่มีอัตราการเติบโตของการใช้สิทธิสูงสุด คือมหาสารคาม หัวหิน หาดใหญ่ (สงขลา) พะเยา และนครปฐม
- 5 ประเภทอาหารที่มีการสั่งซื้อโดยใช้สิทธิมากที่สุด คืออาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ฟาสต์ฟู้ด และเครื่องดื่มชา-กาแฟ
“แกร็บยังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงการรอบเพิ่มเติม (1 ตุลาคม–30 พฤศจิกายน 2569) อย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งเรายังคงเห็นสัญญาณตอบรับที่ดีอย่างชัดเจน”

นางสาวจันต์สุดากล่าวต่อว่า แกร็บยังเดินหน้าส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI โดยได้นำฟีเจอร์ “ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ” (GrabMerchant AI Assistant) มาใช้ตั้งแต่ปี 2568
ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ให้บริการผ่าน GrabFood สามารถใช้ได้ฟรีผ่านแอปพลิเคชั่นของร้านค้า (GrabMerchant App) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ จากธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มได้อย่างสะดวกมากขึ้น อาทิ ยอดขาย เมนูยอดนิยม ช่วงเวลาที่มีคำสั่งซื้อสูง และพฤติกรรมการสั่งอาหาร พร้อมนำไปต่อยอดและสร้างโอกาสในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการเมนู การวางแผนธุรกิจและการตลาด ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากขึ้น
ปัจจุบันมีร้านอาหารกว่า 275,000 ร้านทั่วประเทศได้ทดลองใช้ GrabMerchant AI โดยเกือบ 55% (หรือกว่า 150,000 ร้าน) ของร้านเหล่านี้มีการใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกเดือน เพื่อช่วยจัดการหน้าร้านให้มีประสิทธิภาพ พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลการขายและวางแผนธุรกิจ
นอกจากนี้ แกร็บยังพบว่ากว่า 80% ของร้านที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” มีการใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว โดยร้านที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอสามารถสร้างยอดขายได้เติบโตถึง 20% เมื่อเทียบกับร้านที่ไม่ได้ใช้
“แกร็บจะเดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ควบคู่ไปกับการอัปสกิลที่เป็นประโยชน์ผ่านโครงการ GrabAcademy อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าของกระทรวงการคลัง”