เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา

05 ต.ค. 2569 | 00:14น.

สำนักพิมพ์มติชน จับมือ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนประชาชนทำความเข้าใจ เนื่องในโอกาส เหตุการณ์ 6 ตุลาคม ผ่าน 3 วงเสวนาสุดเข้มข้น

สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงาน “50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ” ชวนรำลึกและทำความเข้าใจเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ผ่าน 3 วงเสวนา โดยมีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมอง ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)


เวทีเสวนา “6 ตุลา-ควังจู: ใครกำหนดความทรงจำของชาติ”

ประเด็นสำคัญของเวทีเสวนานี้ คือการชวนมอง “ความทรงจำ” ที่มีต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา ผ่านภาพ ความรุนแรง ความเงียบ และการประกอบสร้างเรื่องราวของเหตุการณ์ในเวลาต่อมา โดย รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ ชวนมอง 6 ตุลา ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ผ่านภาพ” โดยศึกษาร่องรอยของความรุนแรงและเงื่อนไขที่ทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา สังคมไทยเงียบอยู่นานแค่ไหน และความเงียบนั้นมีความหมายอย่างไร

รศ.ดร.บัณฑิต ชี้ให้เห็นว่า แม้หลัง 6 ตุลา จะเกิด “ความเงียบงัน” ขึ้นในสังคม แต่ความเงียบดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง เพราะยังมีกระบวนการเคลื่อนไหวใต้ดิน หนังสือ และการรวมตัวของผู้คน รวมถึงการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีควังจูของประเทศเกาหลีใต้ ความเงียบของสังคมไทยหลัง 6 ตุลาอาจไม่ได้ยาวนานอย่างที่เข้าใจกัน แต่คำถามคือ “เราจดจำ” และ “เราไม่จดจำ” เหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร และใครเป็นผู้กำหนดสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของสังคมไทย

ขณะที่ ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง ชวนมอง 6 ตุลา ผ่านแนวคิดเรื่อง “อาชญากรรมโดยรัฐ” โดยชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีเงื่อนไขและการสั่งสมมาก่อนหน้า ขณะที่รัฐมีหน้าที่ต้องเข้ามาจัดการกับสถานการณ์ แต่กลับทำงานผ่าน “การไม่ทำอะไรเลย” จนความรุนแรงขยายตัวและนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้การจดจำ 6 ตุลา เกี่ยวข้องกับการมองเห็นโครงสร้างและเงื่อนไขที่ทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น



อีกแง่มุมหนึ่งที่ถูกพูดถึงบนเวที โดย เสกสรร อานันทศิริเกียรติ ผู้ดำเนินรายการ คือการเปลี่ยนแปลงของ “วัฒนธรรมความทรงจำ” ในยุคดิจิทัล เมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้มีอำนาจอาจไม่ได้เพียงทำให้ความผิดลอยนวลพ้นผิด แต่สามารถสร้างหรือเปลี่ยนแปลงเรื่องราวจนทำให้ “ความผิดหายไปตั้งแต่ต้น” ได้ ทั้งการสร้างภาพ แอนิเมชัน หรือเรื่องเล่าในรูปแบบใหม่ ประเด็นนี้จึงชวนตั้งคำถามต่อไปว่า ในวันที่เทคโนโลยีสามารถสร้างเรื่องราวและภาพแทนอดีตได้มากขึ้นความจริงแบบไหนจะยังคงอยู่

ช่วงท้ายของเวทีเสวนา ชวนกลับมามองว่า “ความทรงจำของชาติ” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ถูกประกอบสร้างผ่านภาพ เรื่องเล่า การบันทึก การลืม และการตีความของผู้คนในแต่ละยุค การทำความเข้าใจ ตุลาและควังจูจึงไม่ใช่เพียงการย้อนกลับไปหาเหตุการณ์ในอดีต แต่คือการตั้งคำถามกับวิธีที่สังคมเลือกจะจดจำและจะรักษาความทรงจำไว้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันอย่างไร

เวทีเสวนา “เมื่อผู้หญิงเป็นสหาย บทบาทผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ”

ประเด็นสำคัญของเวทีเสวนาครั้งนี้ คือการชวนย้อนมองว่า เหตุใดผู้หญิงจำนวนหนึ่งจึงตัดสินใจก้าวออกจากบทบาทและพื้นที่ชีวิตที่สังคมกำหนดไว้ เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการปฏิวัติ โดยเฉพาะในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ทั้งผู้หญิงในชนบทและนักศึกษาหญิงต่างมีเงื่อนไขและเส้นทางของตัวเอง แต่เรื่องราวของพวกเธอล้วนสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงผู้ติดตามในประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหว แต่มีความคิด การตัดสินใจ และบทบาททางการเมืองของตัวเอง

ธัญญพร มากคง ผู้เขียนหนังสือ “สหายหญิงปฏิวัติ” ชวนเริ่มจากพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพัทลุง ตรัง และสตูลซึ่งการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเข้าไปสัมพันธ์กับชีวิตของผู้คนในชนบท ทั้งการจัดตั้งชาวนา การรวมกลุ่มศึกษา และการทำงานร่วมกับชุมชน ขณะเดียวกัน ความรุนแรงจากการปราบปรามของรัฐ โดยเฉพาะกรณี “ถีบลงเขา เผาลงถังแดง” ก็เป็นอีกเงื่อนไขที่ทำให้คนในพื้นที่จำนวนหนึ่งตัดสินใจเข้าป่า

นักศึกษาที่ลงสู่ชนบทพยายามทำความเข้าใจชีวิตของผู้คนมากขึ้นแต่การใช้ชีวิตในชนบทก็ไม่ได้เป็นภาพที่สวยงามหรือโรแมนติกอย่างที่เคยจินตนาการไว้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ความรุนแรงกลับกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้หลายคนตัดสินใจเข้าป่า บางคนรู้สึกว่าไม่สามารถอยู่ในเมืองได้อย่างปลอดภัย ขณะที่บางคนต้องการแก้แค้นให้กับเพื่อนและผู้คนที่ถูกกระทำ การเข้าป่าจึงเป็นการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองและประสบการณ์ความรุนแรงที่แต่ละคนเผชิญ

ช่วงต่อมาสุนี ไชยรส ชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมมองประสบการณ์ของผู้หญิงให้ไกลไปกว่าคำถามว่า “ผู้หญิงเข้าป่าทำไม”เพราะการตัดสินใจดังกล่าวยังสัมพันธ์กับการตั้งคำถามต่อชีวิตของผู้หญิงในสังคมเวลานั้น การที่ผู้หญิงรวมตัวกันไม่ได้เป็นเพียงการเข้าร่วมขบวนการทางการเมือง แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่ให้พวกเธอได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พูดถึงชีวิตของตัวเอง และตั้งคำถามต่อบทบาทที่สังคมกำหนดไว้ ทั้งเรื่องความรัก การแต่งงาน ครอบครัว และการมีลูก

หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนการต่อรองกับกรอบชีวิตของผู้หญิง คือแนวคิด “กฎ 3 ช้า” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการชะลอการมีความรัก การแต่งงาน และการมีลูก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงสามารถทำงานและเคลื่อนไหวทางการเมืองได้มากขึ้น แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นความพยายามจัดการกับความคาดหวังที่สังคมมีต่อผู้หญิง และทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อผู้หญิงเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางการปฏิวัติ พวกเธอต้องละทิ้งอะไรไว้ข้างหลังบ้าง


โดยเฉพาะเรื่อง “ความเป็นแม่” ซึ่งมักถูกผูกไว้กับบ้าน ครอบครัว และหน้าที่ดูแลคนอื่น ผู้หญิงจึงต้องหาวิธีจัดการกับทั้งชีวิตส่วนตัว ความรัก ครอบครัว และบทบาททางการเมืองไปพร้อมกัน

ช่วงท้ายของเวทีเสวนา ประภาภูมิ เอี่ยมสม ผู้ดำเนินรายการ ชวนวิทยากรทั้งสองท่านทิ้งท้ายถึงการทำความเข้าใจผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ ว่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มเรื่องราวของผู้หญิงเข้าไปในประวัติศาสตร์ 6 ตุลา แต่คือการเปิดให้เห็นว่า ผู้หญิงแต่ละคนมีเหตุผล ประสบการณ์ การตัดสินใจทางการเมืองของตัวเอง และผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทางการเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลานั้น บทบาทของผู้หญิงจึงควรถูกมองเห็นในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน

เวทีเสวนา “คนเดือนตุลา: จากผู้ถูกปราบ สู่ผู้กำหนดทิศทางสังคม”

“คนเดือนตุลา” มักถูกจดจำผ่านภาพของการต่อสู้ทางการเมืองในช่วง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนกลุ่มนี้ไม่ได้หายไปจากสังคม หากกลับเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ทางการเมืองและสังคมในหลากหลายรูปแบบ เวทีเสวนาครั้งนี้จึงชวนย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่า จากคนกลุ่มเดียวกันที่เคยผ่านประสบการณ์ทางการเมืองร่วมกัน เหตุใดเส้นทางหลังจากนั้นจึงแตกต่างกันออกไป ทั้งในแง่ความคิด อุดมการณ์ และบทบาทที่มีต่อสังคมไทย

รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล เปิดประเด็นด้วยการชวนมอง “คนเดือนตุลา” ในฐานะคนรุ่นหนึ่งที่มีความทรงจำและประสบการณ์ทางการเมืองร่วมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้มีความคิดเหมือนกันทั้งหมด เพราะตั้งแต่ต้นพวกเขามีความหลากหลายทางความคิด ทั้งฝ่ายซ้าย เสรีนิยม และแนวคิดอื่นๆ ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้หายไปหลังออกจากป่า หากยังส่งผลต่อเส้นทางทางการเมืองและจุดยืนของแต่ละคนในเวลาต่อมา

“คนเดือนตุลา” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเหตุการณ์ในอดีต แต่ยังเป็นวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงประสบการณ์ของภาคประชาชนเข้ากับการเมือง ขณะเดียวกัน การกลับเข้าสู่สังคมก็ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดคนที่เคยมีประสบการณ์ร่วมกันจึงกลับมายืนอยู่คนละฝั่ง และอดีตที่เคยเชื่อมโยงผู้คนกลุ่มนี้ไว้ด้วยกัน กลับกลายเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ การกล่าวหา และความขัดแย้งในเวลาต่อมา

ขณะที่ รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร ชวนมองผ่านความแตกต่างระหว่าง “คนเดือนตุลาที่ตายไปแล้ว” กับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่โดยตั้งข้อสังเกตถึงคนเดือนตุลาบางส่วนที่เดินเข้าสู่พื้นที่อำนาจและระบอบที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยต่อสู้มา นำไปสู่คำถามว่า เมื่อบริบททางการเมืองเปลี่ยนไป อุดมการณ์ที่เคยมีร่วมกันถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างไร

ด้านกฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ “ทนายด่าง” สะท้อนประสบการณ์หลัง 6 ตุลา ผ่านเส้นทางของคนที่ไม่ได้เข้าป่า แต่กลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 20 ธันวาคม 2519 พร้อมมองย้อนกลับไปถึงชัยชนะของขบวนการนักศึกษาในปี 2516 ที่แม้สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ยังไม่อาจเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองได้อย่างเด็ดขาด

อีกด้านหนึ่ง ประกิต กอบกิจวัฒนา ชวนตั้งคำถามต่อความคิดก้าวหน้าและความต้องการเปลี่ยนโครงสร้างสังคม เมื่อคนที่เคยมีแนวคิดเหล่านี้เติบโตเข้าสู่พื้นที่อำนาจ ขณะที่ Guo Run ผู้แปลหนังสือ The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand ฉบับภาษาจีน มองว่า แม้เส้นทางของ “คนเดือนตุลา” จะแตกต่างและอุดมการณ์อาจไม่เป็นหนึ่งเดียวกันอีกต่อไปแต่สิ่งที่พวกเขาเคยทำยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นบทเรียนสำหรับคนรุ่นหลัง

ท้ายที่สุด เวทีเสวนาจึงชวนมอง “คนเดือนตุลา” ให้พ้นจากภาพของคนกลุ่มเดียวที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เป็นผู้คนที่มีประสบการณ์ร่วมกันแต่เลือกเดินไปคนละเส้นทาง และความแตกต่างเหล่านั้นเองก็สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

แท็กที่เกี่ยวข้อง

6 ตุลา สำนักพิมพ์มติชน