GDH ต่อยอด IP วางเป้าใหญ่ รุกตลาดต่างชาติ
ธีรดา ศิริมงคล : เรื่อง
นับเป็นหนึ่งในสตูดิโอผลิตภาพยนตร์ที่เชื่อใจได้เสมอมาของคนไทย สำหรับ GDH (บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด) ที่มักจะผลิตคอนเทนต์คุณภาพครองใจคนไทยมานานหลายสิบปี
วันนี้ จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้นำทีมเนรมิตงาน “GDH CIRCLES Feel Good โคจรความสุข สนุกกว่าที่เคย” พร้อมเปิดเผยถึงก้าวต่อไปของ GDH และการผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่ต้องเดินหน้าไปพร้อม ๆ กัน
“เราผลิตหนังเป็นอาชีพ และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยไปไกลกว่าที่ผ่านมา” คุณจินาเปิดด้วยเรื่องราวดี ๆ ก่อนขยายความต่อว่า เมื่อก่อนเราไปแค่อาเซียนแต่ขณะนี้เราไปไกลขึ้น ทั้งในแง่คุณภาพ การต่อยอดรายได้เรามี IP คือตัวหนัง ซีรีส์ คอนเทนต์ ที่เราทำมาต่อเนื่องอย่างยาวนาน ตอนนี้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้วนกลับมาเป็นที่นิยมสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้ เช่น หนังเรื่องซัตเตอร์เราฉายครั้งแรกเมื่อปี 2547 วันนี้ฮอลลีวู้ด อินโดนีเซีย มาซื้อไปรีเมก แฟนเดย์ ก็ไม่น่าเชื่อว่าประเทศอินเดียจะมาซื้อเป็นรีเมก
“ปีที่ผ่านมาเราได้สร้างสงครามส่งด่วน ร่วมกับ Netflix เป็นออริจินอล Netflix เพราะเราเชื่อว่าการร่วมงานกับพาร์ตเนอร์อย่าง Netflix จะผลักดันให้งานเราไปสู่ตลาดโลกให้คนเห็นมากยิ่งขึ้น ความท้าทายในตอนนี้คือการให้คนทั่วโลกหันมาดูและสนใจหนังไทยมากยิ่งขึ้น สตูฯ ทำหนังที่อื่น ๆ ก็คงมีความคาดหวังเช่นเดียวกัน เราจึงต้องพยายามผลักดันไปด้วยกัน”
สร้างรายได้จากต่างชาติ
เมื่อพูดถึงเรื่องรายได้นั้น คุณจินาเผยว่า ขณะนี้เรามีรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี จาก IP ทั้งเก่าและใหม่ของเรา ปีนี้เชื่อว่าเราจะสามารถสร้างรายได้จากต่างประเทศได้ถึง 50% ปีที่ผ่านมาเรามีหลานม่ามีโกฮังที่เราสามารถขายลิขสิทธิ์ให้ต่างประเทศได้จำนวนมาก เมื่อก่อนเราสามารถขายได้แค่ในเซาท์อีสต์เอเชีย ตอนนี้เราสามารถไปยุโรปได้ ไปละตินอเมริกาได้ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เราสามารถไปได้ไกลมากขึ้นกว่าเดิม จึงได้รายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
“แม้ว่าตอนนี้เราอาจจะทำรายได้ลดลงเพราะคนดูมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น ความพิเศษของหนังคือเรื่องไหนทำรายได้ก็ทำไปเลย เรื่องไหนทำไม่ได้ก็ไม่ได้เลย ไม่มีตรงกลาง ปีที่ผ่านมาเรารวมสตูดิโอทำหนังอื่น ๆ มีหนังไทยฉายกว่า 58 เรื่อง แต่ตัวเลขรายได้รวมของเราลดลง จากเมื่อก่อนที่เรามีหนังเข้าฉายปีละไม่เกิน 50 เรื่อง แต่สร้างรายได้นับพันล้านต่อปีมาแล้ว”

“ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายของการทำงาน เราต้องทำคอนเทนต์ให้มีอารมณ์ร่วมกับคนดู ทำอย่างไรให้เขากลับเข้าโรงหนัง และต้องไปโรงหนังให้ทันดูหนังของเราด้วย ที่ผ่านมาหลายปีมักมีคนพูดว่าธุรกิจโรงหนังจะล่มสลาย ทุกวันนี้ก็ยังคงมีอยู่ แต่บทบาทของคนทำสตูดิโอภาพยนตร์จะหายไปได้ถ้าเรายังทำงานเหมือนเดิมอยู่ เพราะโรงหนังตอนนี้ไม่ได้ทำแค่เพียงฉายหนัง เขาทำต่อยอดอื่น ๆ อีกมากมาย เราต้องอาศัยพื้นที่ของเขาในการฉายหนัง ดังนั้นต้องทำงานให้ดี เคารพคนดู ให้คนดูยอมสละเวลามาดูหนังของเรา ตอนนี้ Gen Z กลับมาดูหนังมากขึ้น”
การสนับสนุนของรัฐบาล
“ปกติเมื่อต่างประเทศมาทำหนังที่ไทยเขาจะได้ Cash Rebate คือการคืนภาษี แต่ของไทยเราไม่ได้ ตอนนี้รัฐบาลได้ทำเรื่องนี้ให้ผ่านแล้วคาดว่าจะเป็นรูปธรรมในปีหน้า คือเมื่อเราทำหนังไทยเราก็จะได้ Cash Rebate คืน สมมติต่างประเทศมาใช้จ่าย 100 บาทเขาอาจจะได้คืนตั้งแต่ 15% 20% ขึ้นไปแล้วแต่เงื่อนไข หากถ่ายทำที่เมืองรองหรือพูดถึงวัฒนธรรมไทย ก็จะได้คืนเพิ่มขึ้นอีกเป็น Step ไป รวมแล้วประมาณ 15 ถึง 30% ซึ่งที่ผ่านมาหนังไทยของเราไม่เคยได้ แต่ตอนนี้รัฐบาลได้จัดทำเรื่องนี้จนผ่านแล้ว เป็นมาตรการใหม่ มีการจัดตั้งอนุกรรมการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเราคาดหวังว่ากฎนี้จะเป็นการสนับสนุนภาพยนตร์ไทย จะเป็นการช่วย Support ภาพยนตร์ไทยมากขึ้น เราต้องขอบคุณรัฐบาลในขณะนี้ด้วย ในขณะเดียวกันพวกเราทุกคนในอุตสาหกรรมนี้ต้องช่วยกัน เพื่อให้เราพัฒนาไปในทางเดียวกัน หากรัฐบาลอยากจะสนับสนุนจริง ๆ คิดว่าควรจะทำ Killer Content ในประเทศไทย หาคนเก่งที่สุดมาทำงานให้ได้ทำงานให้ดีและมีชื่อเสียง เราค่อย ๆ เดินตามกันไป เชื่อว่าเป็นสิ่งที่อนุกรรมการกำลังช่วยกันผลักดันอยู่”
ตัวเลขน่าห่วง
คุณจินาเผยอีกว่า หนังไทยทั้งปีตกอยู่ประมาณ 50 เรื่อง ปี 2569 นี้ฉายไปประมาณ 20 กว่าเรื่อง ทำรายได้รวมในไทยประมาณ 400 ล้านบาท เพราะปีนี้มีหนังไทยเพียงเรื่องเดียวที่ทำรายได้แตะ 100 ล้าน คือสัปเหร่อ 2 รายได้หนังบางเรื่องหลักหมื่น หลักพันก็มี จึงเป็นเรื่องน่าตกใจเมื่อเราทำสถิติ เมื่อเรามาไล่ท็อปเท็นหนังที่ทำรายได้เกินร้อยล้าน มีแค่เรื่อง 2 เรื่องต่อปี ต่ำกว่า 50 ล้านลงมาถึง 30 ล้านมีแค่นิดเดียว ทำรายได้ 1 ล้านลงมา ประมาณ 10 ถึง 20 เรื่อง เรามักจะพูดเล่นกันเสมอว่าเราไม่ชอบใครให้ชวนมาทำหนังเถอะ สถานการณ์มันโหดร้ายขึ้นเรื่อย ๆ เราเคยมีตัวการสร้างรายได้ของหนังไทยรวมทุกเรื่องต่อปีไฮสุด 5 พันล้านบาท แต่ช่วงที่ผ่านมาเราทำตัวเลขได้เพียง 3 พันล้านบาท ตั้งแต่ช่วงโควิด
เป้าใหญ่ GDH
เป้าหมายใหญ่ของ GDH ในอีก 3 ปีข้างหน้า เราอยากให้หนังไทยกลับมาสร้างรายได้เหมือนเดิม ยังหวังที่จะสร้างตัวเลขเดิม และอยากได้ตัวเลขจากต่างประเทศเป็น 100% เราจะต่อยอดทั้ง IP เดิมที่มีอยู่ และสร้าง IP ใหม่ เมื่อเราเป็นที่รู้จักคนก็จะมาสนใจงานของเรามากขึ้น เราจึงสามารถต่อยอดในงานเก่า ๆ ของเราได้ เราเพิ่มกำลังในการเป็น Partner ของประเทศอื่น ๆ ทั้งเกาหลี เวียดนาม กับต่างประเทศเราไม่ใช่แค่เอาหนังไปฉาย แต่สามารถทำงานร่วมกันเพื่อต่อยอดได้

“สิ่งที่ยากที่สุดในการทำอุตสาหกรรมภาพยนตร์ตอนนี้คือไอเดีย ความคิด ที่เราต้องทำให้มันใหม่เสมอ เมื่อเราทำหนังไทยไอเดียสำคัญมาก ไอเดียแรกคือทำยังไงให้คนในบ้านดู 2 เรื่องทุนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราเรียนรู้จากการทำสงครามส่งด่วน ในเรื่องสงครามส่งด่วนถ้าไม่ได้ทุนของ Netflix เยอะขนาดนี้เราอาจจะได้งานที่ไม่มีคุณภาพเท่าที่เราเห็น และคนทำงานสำคัญที่สุด คนทำงานที่เก่งมีคุณภาพที่เราต้องเปิดโอกาสให้เขาได้ทำสำคัญมาก สุดท้ายคนจะพูดเรื่องเทคโนโลยีเยอะมาก เทคโนโลยีนวัตกรรมเป็นสิ่งที่สำคัญ เราว่ามันจะช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น สะดวกยิ่งขึ้น AI ยังเข้ามาในออฟฟิศพี่ไม่ได้มาก เพราะความคิดสร้างสรรค์ AI ทำไม่ได้”
เมื่อถามว่าสำหรับ GDH แล้ว ต้องการอะไรระหว่างรางวัล หรือเงิน
คุณจินายิ้ม แล้วตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “GDH ต้องการทั้งสองอย่าง”
เปิดโปรเจ็กต์ใหม่ GDH
พร้อมต้อนรับการกลับมาของ ‘เนื้อคู่ประตูถัดไป’
บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด เปิดโผโปรเจ็กต์ใหม่สุดไฮไลต์ เริ่มจากเรื่อง “HENRY’s First Dates จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้” ผลงานความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง GDH และ Sony Pictures International Productions นำภาพยนตร์โรแมนติกคลาสสิก ระดับโลก 50 First Dates มาตีความใหม่ในเวอร์ชั่นไทย พร้อมเข้าฉาย 17 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์
อีกหนึ่งโปรเจ็กต์ที่ถูกจับตามองคือ “คุณยายวรนาฏ” ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่หยิบบทประพันธ์สยองขวัญระดับตำนาน “ทายาทอสูร” มาตีความใหม่ มีกำหนดเข้าฉายเดือนพฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

ด้านภาพยนตร์ออริจินอล GDH เริ่มจาก “เพื่อนสาว” (Working Title) หนังโรแมนติกที่เล่าเรื่องราวของชายรักชายซึ่งกลับหวั่นไหวกับผู้หญิง
ในขณะที่ “THE UNTITLED SNOOKER PROJECT” (Working Title) หนังทริลเลอร์เข้มข้น ถ่ายทอดชีวิตนักสนุกเกอร์ไทยที่ต้องเดิมพันทุกอย่างเพื่อก้าวสู่เวทีโลก
นอกจากนี้ยังมี “3 Daughters” (Working Title) ภาพยนตร์แนวครอบครัวที่อบอุ่นหัวใจ
และไฮไลต์ที่มีผู้ชมรอการกลับมามากที่สุด “Return of True Love Next Door” (Working Title) เรื่องราวความรักสุดชุลมุนวุ่นวายของแก๊งเนื้อคู่ประตูถัดไป ซีรีส์ในตำนานที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด และยังคงเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์อยู่เสมอ แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 20 ปี
งานนี้เรียกได้ว่าจุใจแฟนค่าย GDH สุด ๆ