วัลลภ ตรีฤกษ์งาม โจทย์ใหญ่ ‘ซูซูกิ ไทยแลนด์’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
หลังเว้นระยะในฐานะผู้บริหารค่ายรถยนต์ไป วันนี้ “วัลลภ ตรีฤกษ์งาม” รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กลับมาคุมบังเหียนงานการตลาด การขาย และบริการหลังการขาย
เขายอมรับว่า ไม่ง่ายจากสภาพแวดล้องทางการตลาด, ธุรกิจ รวมถึงพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป โจทย์ใหญ่หลังซูซูกิผันตัวจากผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศกลายเป็นผู้นำเข้า ดังนั้น “การสร้างความมั่นใจ เรื่องศูนย์บริการหลังการขายใกล้บ้าน” คือสิ่งสำคัญที่ซูซูกิเน้นย้ำมาตลอด
และ “วัลลภ” ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่เขาต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด คือการดึงเอาศักยภาพของผู้แทนจำหน่าย และการนำสินค้าที่คาดการณ์และสัญญากับผู้แทนจำหน่ายไว้ให้กลับมาตรงตารางที่สุด
เชื่อตลาดโตกว่า 6 แสนคัน
ยอดขาย 8 เดือนที่ผ่านโตกว่า 20% วัลลภ มองว่า หากมองความสำเร็จแบบผิวเผินแต่อยากให้มองลึกไปยอดเข้ามาเป็นยอดจอง หรือเป็นยอดจองแล้วมีการส่งมอบรถ
โดยเฉพาะรถอีวีมีโตค่อนข้างสูง มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามา ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ขณะที่ตลาดรถยนต์เครื่องยนต์พลังงานทางเลือกอื่น เช่น ไฮบริดก็โตไม่แพ้กัน แสดงให้เห็นว่า พลังงานทางเลือกที่หลากหลายนั้นยังมีความสำคัญค่อนข้างมาก
การเติบโตในตลาดของบางแบรนด์ก็เป็นผลมาจากการกินส่วนแบ่งของอีกแบรนด์ ดังนั้นเชื่อว่าตลาดรถยนต์ไทยยังมีจำนวนที่จำกัด ปีนี้มีความต้องการกว่า 600,000 คัน
ความคาดหวังในเวลาที่เหลือ
สำหรับซูซูกิ มีการปรับตัวค่อนข้างเยอะเช่นเดียวกับค่ายรถหลาย ๆ ค่าย ปีนี้ซูซูกิตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 5,000 คัน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมทั้งเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค
แต่สิ่งที่ซูซูกิไม่เคยเปลี่ยนแปลงและทำมาอย่างต่อเนื่อง คือ การตอกย้ำเรื่อง “ความคุ้มค่า การดูแลรักษารถที่งานบริการหลังการขาย ตอบโจทย์ครบทั้งลูป” จากโปรแกรมฟรีเมนทาแนนซ์ 7 ปี ถือเป็นจุดที่สำคัญ ที่ว่า การซื้อรถยนต์ซูซูกิต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่าตั้งแต่วันแรก ไปจนวันสุดท้ายของการใช้งาน
อย่างซูซูกิ ฟร็องซ์ มีการจัดแคมเปญราคาพิเศษในจำนวนจำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งซูซูกิเห็นแนวทางในการทำตลาดว่า เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มใด และจากนี้ไปซูซูกิต้องเน้นย้ำแผนการตลาด เพื่อทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงรถซูซูกิได้ง่ายขึ้น ทั้งด้านสินค้า ราคาจำหน่าย และบริการหลังการขาย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้า “ซูซูกิ แฟมิลี่” ที่ทำให้ซูซูกิสามารถเดินต่อไปได้

แผนแนะนำรุ่นใหม่
ในปี 2570 ตามแผนงานที่ได้ประกาศไว้ว่าจะมีการแนะนำสินค้ารุ่นใหม่ออกสู่ตลาด โดยเตรียมประกาศกับผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ในต้นปี 2570 เชื่อว่าจะเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ของตลาดมากยิ่งขึ้น
โดยมีรถรุ่นใหม่อย่างน้อย 2 รุ่น มาตอบโจทย์ลูกค้าไทย ท่ามกลางความผันผวนของตลาดรถยนต์ไทย อีกทั้งความไม่ชัดเจนเรื่อง “อัตราภาษี” และรายละเอียดเงื่อนไขต่าง ๆ
วัลลภและซูซูกิเฝ้ามองและติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมน้อมรับเพื่อปฏิบัติทุกเรื่อง เพื่อพยายามตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้รับรถที่ดี คุณภาพที่ดี
จากผู้ผลิต กลายเป็นผู้นำเข้า
ความยาก หรือไม่ยากนั้น ต้องบอกว่าอดีตซูซูกิมีโรงงานใน จ.ระยอง แต่หลังจากมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเป็นการนำรถยนต์เข้ามาจำหน่าย ความยากคือ “อัตราภาษี” สูงกว่าการผลิตจากโรงงานในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันสามารถเลือกได้ว่ารถโมเดลไหนจะเหมาะกับคนไทยมากที่สุด
ดังนั้น ซูซูกิ มีสิทธิที่จะเลือกรถหลากหลายโมเดลที่เป็นทางเลือกมากขึ้น ผ่านการนำเข้า ส่วนความมั่นใจของลูกค้า ตลอดระยะเวลา 50-60 ปีที่ผ่านซูซูกิเริ่มต้นธุรกิจในไทยด้วยการนำเข้า จากผู้จัดจำหน่ายภายในประเทศ คนไทยมีความคุ้นเคยโมเดลรถยนต์ซูซูกิที่หลากหลาย จนบริษัทแม่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในรถอีโคคาร์ แต่หลังจากโครงสร้างภาษีเปลี่ยนแปลง ธุรกิจ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้บริษัทตัดสินใจปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจอีกครั้ง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโครงสร้างธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอด แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยคือ “การบริการหลังการขาย” วันนี้ยังมีรถซูซูกิ อายุ 20-30 ปี เข้ามารับบริการตรงนี้
ขยายเน็ตเวิร์กใกล้ลูกค้า
ปัจจุบันซูซูกิมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายอยู่ 77 แห่งทั่วประเทศ แต่ทั้งนี้ “ซูซูกิยังมีการบ้านที่ต้องการเติมเครือข่ายการจัดจำหน่ายให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ” โดยเฉพาะพื้นที่หัวเมืองใหญ่ ๆ ที่ต้องเพิ่มตรงนี้
วันนี้ซูซูกิมีโมเดลธุรกิจ แพ็กเกจการลงทุนให้นักธุรกิจที่สนใจเข้ามาร่วมมือกับเราเพื่อดูแลลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2S โมเดล ถือเป็นโมเดลที่ซูซูกิต้องการตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต จากที่พบว่าสิ่งแรกผู้บริโภคเลือกซื้อรถคือการช็อปปิ้ง หาข้อมูลทางออนไลน์
ดังนั้นเมื่อลูกค้าจะรับรถไม่ว่าจะในพื้นที่ใดก็ตามจะต้องมี “ศูนย์บริการใกล้บ้านที่สุด”
2S โมเดลคือการลงทุนที่ใช้เงินไม่มาก ประกอบกับการบำรุงรักษารถซูซูกิซึ่งง่ายอยู่แล้ว นี่คือเป็นการตอบโจทย์ที่เพียงพอสำหรับการบริการลูกค้า
และสิ่งสำคัญ ศูนย์บริการของซูซูกิทุกแห่งทั่วประเทศต้องผ่านการอบรมตามมาตรฐานของซูซูกิ เป็นมาตรฐานเดียวกัน
โจทย์ใหญ่ซูซูกิในวันนี้
สิ่งที่ซูซูกิต้องรีบทำ คือ “การสร้างความมั่นใจในเรื่องศูนย์บริการใกล้บ้าน” ซึ่งต้องใช้เวลา
แต่สิ่งที่สามารถตอบโจทย์ได้เลยคือ ทุก ๆ ปัญหาของสินค้าผู้บริหารซูซูกิเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญ ซึ่งจะเห็นได้ว่าวันใดที่ลูกค้ามีปัญหาผู้บริหารของซูซูกิจะเข้าไปแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที ควบคู่ไปกับความพยายามนำเสนอสินค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น
บริษัทให้ความสำคัญกับประเทศไทย และการไม่มีโรงงานไม่ได้หมายความว่าจะให้ความสำคัญน้อยลง เพราะประเทศไทยยังคงเป็นตลาดใหญ่ของอาเซียน
และเป็นประเทศสำคัญของซูซูกิ เรามีประวัติศาสตร์ในประเทศไทยอย่างยาวนาน และความท้าทายเหล่านี้ไม่ได้อยู่นอกสายตาผู้บริหารของซูซูกิอย่างแน่นอน
ความท้าทายของวัลลภ
การที่ผมกลับเข้ามารับตำแหน่งและบริหารงานอีกครั้ง ต้องยอมรับว่า มีโจทย์ใหญ่ที่สำคัญ คือ การดึงเอาศักยภาพของผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) และการนำสินค้าที่คาดการณ์และสัญญากับผู้แทนจำหน่ายไว้ให้กลับมาตรงตารางที่สุด
โมเดลไหนที่เคยรับปากต้องมา ส่วนโมเดลที่ไม่เคยคาดหวังจะต้องนำเข้ามาให้ได้ โดยเฉพาะโมเดลที่ลูกค้าและแฟนซูซูกิเรียกร้อง
ผมเชื่อว่ามีเยอะมาก
วัลลภย้ำด้วยความมุ่งมั่นว่า
“นี่คืองานท้าทายที่ผมจะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ นั่นคือหน้าที่ของเขา”