135 ปี โอสถสภา เดินหน้า “OSP Bottle to Bottle” ตั้งเป้าเก็บกลับ 625,000 ตัน ภายในปี 2030
เมื่อเมืองอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวเติบโต สิ่งที่เติบโตตามมาคือจำนวน “ขยะ” ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน จังหวัดชลบุรีมีปริมาณขยะราว 2,000 ตันต่อวัน ทว่าปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 3,300-3,400 ตันต่อวัน หรือเกือบ 1.2 ล้านตันต่อปี ท่ามกลางแนวชายฝั่งยาวราว 170 กิโลเมตร ที่ต้องรับมือกับขยะทั้งบนบกและในทะเล
ท่ามกลางโจทย์ที่ท้าทายนี้ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ชายหาดแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี จึงมีกิจกรรมที่ชวนให้มองเรื่องขยะต่างออกไป เมื่อบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และพนักงานจิตอาสา “โอสถสภา หัวใจทำดี” จัดกิจกรรมเก็บและคัดแยกขยะ ภายใต้โครงการ “OSP Bottle to Bottle” ซึ่งไม่ได้จบแค่การทำความสะอาดชายหาด ทว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางการคัดแยกไปจนถึงปลายทางการผลิตขวดใบใหม่

ยกระดับสู่โครงการเรือธง CSR ในวาระ 135 ปี ตั้งเป้า 625,000 ตัน เทียบเท่า 99% ของยอดขาย M-150
ในวาระครบรอบ 135 ปี OSP เดินหน้ายกระดับ OSP Bottle to Bottle เป็นโครงการเรือธงด้านความรับผิดชอบขององค์กร (Signature CSR Project) เน้นส่งเสริมการเก็บกลับขวดแก้วหลังการบริโภค โดยเฉพาะ ขวดแก้วขนาดเล็ก ที่มีโอกาสหลุดออกจากระบบ เพื่อนำมาคัดแยกและรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบผลิตขวดใหม่ ภายใต้แนวคิด Closed-Loop Glass Circularity หรือการหมุนเวียนแก้วแบบวงจรปิด
ตลอด 135 ปีที่ผ่านมา โอสถสภาเติบโตเคียงคู่สังคมไทยด้วยความเชื่อว่า การเติบโตของธุรกิจควรเดินไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าให้สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดย OSP Bottle to Bottle นับเป็นโครงการที่เชื่อมโยงกับธุรกิจของบริษัทโดยตรง เพราะขวดแก้วเป็นหนึ่งในบรรจุภัณฑ์หลัก และความรับผิดชอบของโอสถสภาครอบคลุมถึงการนำขวดแก้วหลังการบริโภคกลับเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างคุณค่าอีกครั้ง
สำหรับองค์กรที่ผลิตสินค้าระดับพันล้านขวด การเพิ่มการเก็บกลับจึงมีนัยสำคัญทั้งเชิงสิ่งแวดล้อมและเชิงธุรกิจ ช่วยลดการใช้วัตถุดิบใหม่ ลดพลังงานในการผลิต และลดโอกาสที่ขวดแก้วจะตกค้างในสิ่งแวดล้อม
OSP ตั้งเป้ารวบรวมเศษแก้วให้ได้ 625,000 ตัน ภายในปี 2030 ซึ่งคิดเป็น 99% ของประมาณการยอดขาย M-150 ระหว่างปี 2026-2030 สะท้อนความตั้งใจที่จะนำบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคกลับมาสร้างคุณค่าอย่างเป็นรูปธรรม
จากนี้ถึงปี 2030 บริษัทจะขยายพื้นที่ดำเนินงาน ช่องทางการรวบรวม และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้การคัดแยกและเก็บกลับขวดแก้วเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น

3 กลไกเชื่อมห่วงโซ่ จากต้นทางสู่โรงงานรีไซเคิล
หัวใจของโครงการคือการออกแบบระบบ ที่ทำให้ทุกฝ่ายในห่วงโซ่มีแรงจูงใจและมีส่วนร่วม ผ่าน 3 กลไกสำคัญ
- เชื่อมผู้เก็บและผู้รับซื้อของเก่าโดยตรง ใช้กลไกราคาตลาด (Market Price) และการชำระเงินภายในวัน (Same-day Payment) เป็นแรงจูงใจให้เก็บกลับขวดแก้ว โดยเฉพาะขวดเล็กที่มักถูกมองข้าม
- ขยายเครือข่ายพันธมิตร ทั้งภาคธุรกิจ ผู้รับซื้อของเก่า ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มจุดและช่องทางรวบรวม รวมถึงความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และบริษัทสมาชิก 40 แห่ง ในการส่งเสริมการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง
- รวมพลังพนักงานจิตอาสา “โอสถสภา หัวใจทำดี” ผ่านกิจกรรมรวบรวมขวดแก้วและดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน เปลี่ยนแนวคิดความยั่งยืนระดับองค์กรให้เป็นการลงมือทำที่ทุกคนร่วมได้

ผนึกภาคีทุกภาคส่วน เมื่อขยะแก้วขวดเล็กก็มีค่าเท่าขวดใหญ่
นายสาโรจน์ อินทพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และความยั่งยืน บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ชี้ว่า โอสถสภาผลิตทั้งเครื่องดื่มและขวดแก้วซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์หลักของตนเอง จึงมีหน้าที่ต้องเก็บบรรจุภัณฑ์กลับมาให้ได้ และผลิตภัณฑ์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบขวดแก้ว ทำให้เกิดการหมุนเวียนครบวงจร
ประเด็นที่ สาโรจน์ เน้นย้ำคือ ขวดแก้วขนาดเล็กมีราคารับซื้อใกล้เคียงกับขวดใหญ่ แต่โดยธรรมชาติคนมักเก็บขวดใหญ่มากกว่าเพราะจับถือสะดวก ขณะที่โอสถสภามีขวดเล็กออกสู่ตลาดจำนวนมาก หากช่วยกันเก็บขวดเล็กกลับเข้าสู่ระบบ ก็จะสร้างผลต่อสิ่งแวดล้อมได้มหาศาลเช่นกัน จึงชวนให้ทุกคน “เจอขวดเล็กที่ไหน ช่วยเก็บสะสมไว้ที่นั่น” และปฏิบัติต่อขวดทุกขนาดด้วยความใส่ใจเท่ากัน
นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางสำคัญต่อการดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การนำขวดแก้วขนาดเล็กที่ตกค้างกลับเข้าสู่ระบบ นอกจากลดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ผู้คน และสัตว์ในพื้นที่แล้ว ยังเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งในชุมชนและระดับมหภาค ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การดูแลทรัพยากรชายฝั่งของกรมฯ
ด้าน นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มองว่า การที่ภาคธุรกิจ ชุมชน และเครือข่ายในพื้นที่ร่วมลงมือทำ ช่วยให้ประชาชนเห็นว่าตนเองมีส่วนดูแลสิ่งแวดล้อมได้ และหากต่อยอดไปยังชุมชนอื่น ๆ ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

จากขวดที่ถูกทิ้ง สู่เศษแก้วคุณภาพ และขวดใบใหม่
ขวดแก้วที่รวบรวมได้จะถูกคัดแยกและรีไซเคิลเป็น เศษแก้ว (cullet) ก่อนนำกลับมาเป็นวัตถุดิบผลิตขวดใหม่ ช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและพลังงาน โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง Closed-Loop Glass Circularity ของ OSP ซึ่งครอบคลุมทั้งวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ ได้แก่
- การผลิตขวดแก้ว เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล ออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ D4R น้ำหนักเบาและรีไซเคิลได้ 100%
- การจัดจำหน่าย ขนส่งคาร์บอนต่ำด้วยโลจิสติกส์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และปรับเส้นทางให้เหมาะสม
- การใช้งานของผู้บริโภค ส่งเสริมการคัดแยกและสร้างความตระหนักรู้
- การจัดเก็บหลังการบริโภค ผ่านโครงการ OSP Bottle to Bottle พร้อมเสริมพลังผู้เก็บขยะท้องถิ่นด้วยราคาที่เป็นธรรมและการชำระเงินที่รวดเร็ว
- การคัดแยกและรีไซเคิลเศษแก้ว ด้วยโรงงานรีไซเคิลที่ได้รับใบอนุญาตของตนเอง ควบคุมคุณภาพให้ได้วัตถุดิบที่เชื่อถือได้สำหรับผลิตขวดใหม่

จุดแข็งสำคัญของโอสถสภาคือการเป็นทั้งผู้ผลิตเครื่องดื่ม ผู้ผลิตขวดแก้ว และเจ้าของโรงงานรีไซเคิลที่ได้รับใบอนุญาตของตนเอง ทำให้ขวดแก้วที่ชุมชน ผู้เก็บของเก่า และพนักงานจิตอาสาร่วมกันเก็บกลับมา ไม่ได้เดินทางไปสิ้นสุดที่ใดที่หนึ่งโดยไม่มีปลายทาง แต่ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและแปรรูปเป็นเศษแก้ว (cullet) ที่ได้มาตรฐาน ก่อนหมุนกลับมาเป็นวัตถุดิบของขวดใบใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อห่วงโซ่เชื่อมถึงกันตั้งแต่ต้นทางจนถึงสายการผลิต การจัดหาเศษแก้วจึงมีความมั่นคง และทุกขวดที่เก็บกลับมาก็มีเส้นทางที่ชัดเจนรองรับ
ในวาระครบรอบ 135 ปี โอสถสภาจึงพร้อมผลักดัน OSP Bottle to Bottle ให้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในขวดแก้วขนาดเล็ก ภายใต้คุณค่า “ทำความดี เชื่อมโยงผู้คน และเติบโตไปด้วยกัน” เพื่อเปลี่ยนปลายทางของขวดแก้วให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรใหม่ และสร้างคุณค่าให้สิ่งแวดล้อม สังคม และธุรกิจอย่างยั่งยืน